ระบบเทรดที่ใช้ในการเทรดทำกำไร
อะไรก็ตามที่ทำแล้วต้องการกำไรที่มั่นคงต่อเนื่อง เราจะเรียกว่าอาชีพ หรือ ธุรกิจ ซึ่งแน่นอนมันจำเป็นต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ
อะไรก็ตามที่ต้องการกำไรในระยะสั้นๆและรวดเร็ว เราเรียกว่าการเสี่ยงโชค หรือ การพนัน ซึ่งหาความแน่นอนไม่ได้ หรือจะใช้เป็นอาชีพเลี้ยงชีวิตไม่ได้เลย
งานเทรดก็เช่นกันมันเป็นไปได้ทุกแบบที่กล่าวมา มันจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของคุณเองที่จะเป็นสารตั้งต้นในทางปฎิบัติของคุณที่จะใช้ในการเทรด ผลลัพธ์มันก็จะได้ออกมาตามที่คุณกระทำในการเทรดนั้นแหละว่าจะได้ในรูปแบบ อาชีพที่มั่นคง หรือ การเสี่ยงโชค หรือ การพนัน ถามว่าคุณต้องการแบบไหนล่ะ?
ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มากจากวิธีคิดแบบมือสมัครเล่น และ ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาจากการไม่ต้องใช้ทักษะหรือความขำนาญหรือไม่ต้องฝึกฝนใดๆเลย
รูปแบบของงานเทรดโดยทั่วๆไปจะแบ่งได้ 3 แบบคือ
1. รูปแบบมาตรฐาน
ก็คือรูปแบบที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้กันมาตั้งแต่เริ่มเกิดการเทรดขึ้นมาในโลกใบนี้ เช่นเปิดกราฟคู่เงินที่ต้องการขึ้นมา เรียกอินดิเคเตอร์ที่ต้องการขึ้นมาแสดง จากนั้นก็ทำการวิเคราะห์กราฟตามที่เห็นจากกราฟราคา และ จากสัญญาณของอินดิเคเตอร์ สำหรับมือใหม่แล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนการตีความกราฟราคา และ สัญญาณอินดิเคเตอร์ ซึ่งไม่ได้ง่ายเลยต้องใช้เวลาฝึกฝนยาวนานกว่าจะชำนาญ มันก็เหมือนอาชีพทนายความที่อ้างกฎหมายเดียวกัน แต่ตีตวามใช้ประโยชน์จากกฎหมายเดียวกัน ออกมาแตกต่างกัน ใครตีความได้เก่งก็เป็นฝ่ายชนะ งานเทรดก็เช่นกันใคนตีความกราฟราคาและอินดิเคเตอร์ได้เก่งก็ทำกำไรได้
ข้อดีของรูปแบบนี้ก็คือ หากมีทักษะความชำนาญมากๆ ก็จะได้ความแม่นยำในการวิเคราะห์ ที่ละเอียดมาก
ข้อเสียของการเทรดรูปแบบนี้คือ ทำความเข้าใจกลักการตีความกราฟราคาและอินดิเคเตอร์ยุ่งยาก ยิ่งหากจะเทรดคู่เงินจำนวนมากก็ต้องไล่เปิดกราฟดูทีละคู่เงินสลับไปมาทีละคู่เงิน ซึ่งค่อนข้างจะไม่สะดวกสบายมากนักหากไม่คุ้นเคยการไล่เปิดดูและวิเคราะห์แต่ละคู่เงินที่มีจำนวนมาก
ระบบแบบนี้มันก็เหมือนการที่จะทำอาหารด้วยตนเองต้องเตรียมและเลือกสรรวัตถุดิบเอง ล้างเอง หั่นเอง ปรุงเอง อาหารจะออกมาอร่อยมากแค่ไหนหรือไม่อร่อยก็อยู่ที่ฝีมือคนทำเท่านั้น
ชื่อระบบ : ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน
2. รูปแบบ Dashboard
รูปแบบการเทรดแบบนี้เกิดขึ้นในยุคหลังๆ เนื่องจากเทรดเดอร์ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเทรด คือเปิด Dashboard ขึ้นมาหน้าเดียวก็จะมองเห็นสถานะของคู่เงินต่างๆได้ทันที ไม่ต้องไล่สลับดูทีละกราฟ โดยระบบ Dashboard จะทำการสรุปสถานะของแต่ละคู่เงินออกมาเป็นตัวเลข หรือ สี หรือ สัญญาลักษณะต่างๆ เช่น Volume ,Trend ,Momentum ,Currency strength ,Price action และการสรุปสถานะของสัญญาณอินดิเคเตอร์ต่างๆ เช่น MACD ,Stochastic ,Moving average ฯลฯ
เมื่อเรามองดูที่รายงานของ Dashboard เราก็จะเห็นได้ทันทีเลยว่า คู่เงินนี้ ขณะนี้ค่าต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างไร เหมาะที่จะเข้าไปเทรดหรือไม่ ทำให้การคัดกรองคู่เงินที่จะเข้าไปเทรดได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะระบบ Dashboard ได้ประเมินผลของสถานะของสัญญาณต่างๆออกมาใก้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากเหมือนรูปแบบการเทรดตามข้อที่ 1.
ข้อดีของการใช้ Dashboard ก็คือ ผู้ใช้สามารถมองเห็นในหน้าจอเดียวทันทีว่ามีคู่เงินไหนบ้างที่มีโอกาสที่ดีที่จะเข้าไปเทรดโดยไม่ต้องไปไล่ตีความทีละสัญญาณในแต่ละคู่เงิน ทำให้ประหยัดเวลาลงไปมาก และ ยังได้ความแม่นยำจากการแสดงสถานะที่เห็น เพราะมันถูกตีความจากกลไกการคำนวณโดยอัตโนมัติ
ข้อเสียของการใช้ระบบ Dashboard คือ ดูรกและลายตา จนปวดหัว เพราะมันแสดงทุกคู่เงินในหน้าจอเดียว เหมือนการไปนั่งดูกระดานของตลาดหุ้นที่ดูรกลายตาไปหมด
ระบบนี้ก็เหมือนการทำอาหารด้วยชุดสำเร็จ หรือ บะหมี่สำเร็จรูป แค่ตั้งหม้อ ตั้งกระทะ เปิดเตาไฟ ก็ลงมือทำเลย มันสะดวกรวดเร็วขึ้นมากใครๆก็ทำได้ หากมีฝีมือก็สามารถทำการเพิ่มเติมเทคนิคเข้าไปอาการออกมาก็อร่อยมากขึ้น
ชื่อระบบ : มีเพื่อนคู่คิดงานก็ง่ายขึ้นมาก
3. รูปแบบที่เทรดเดอร์ต้องการมากที่สุด
รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เทรดเดอร์จำนวนมากอยากได้มาใช้งาน มันเป็นรูปแบบทางอุดมคติ รูปแบบระบบนี้จะเหมือน Dashboard แต่จะไม่มีการแสดงสถานะใดๆให้ลายตา โดยระบบจะแสดงเพียงคู่เงินทั้งหมดให้เห็นในหน้าเดียว และ บอก Buy หรือ Sell ออกมาเลย ผู้ใช้เพียงแต่เข้าไปกด Buy หรือ Sell ตามที่เห็น โดยไม่ต้องมีทักษะใดๆ เด็กๆอนุบาล หรือ ประถมก็เทรดได้ มันจึงเป็นระบบเทรดที่เทรดเดอร์จำนวนมากต้องการหามาใช้งาน
หากระบบแบบนี้ใช้งานแล้วได้ผลจริง และ สามารถทำกำไรได้อย่างมั่นคง เชื่อว่า เราคงได้เห็นสถาบันที่เปิดสอนการเทรดทั่วโลกต้องปิดตัวลงไป หนังสือขายดี (Best seller) เรื่องการเทรด คงไม่มีวางบนชั้นวางของร้านหนังสือทั่วโลก ทั้งร้าน Offline และ Online และ ที่สำคัญเราคงไม่ได้ยินได้เห็นโพสต์หรือสื่อต่างๆมาพูดถึงวิธีการขาดทุน หรือ กำไร จากการเทรด เพราะทุกๆคนล้วนมีกำไรกันถ้วนหน้า
หากเข้าใจกลไกการทำงานระบบตลาดฟอเร็กซ์ หรือ ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และ การซื้อขายล่วงหน้าของสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะรู้ได้เลยทันทีว่าระบบทำเงินแบบง่ายๆแบบนี้มันไม่มีจริงในวงการนี้ เพราะกลไกของตลาดฟอเร็กซ์มันซับซ้อนมาก เจ้าพ่อวงการเทรดฟอเร็กซ์ (ค้าอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน) อย่างนาย จอร์จ โซรอส ปัจจุบันก็ยังคงมาวิเคราะห์ตลาด และ วางแผนเทรด เพื่อป้องการความผิดพลาด ต้องมีการใช้การจำกัดความเสี่ยงอยู่ มีการประกาศผลประกอบการขึ้นๆลงๆ เพราะมันมีทั้งได้กำไร และ ขาดทุน ในตลาดค้าอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินอยู่
จริงๆแล้วระบบแบบบอก Buy หรือ Sell แล้วกดตามที่พอได้ผลบ้างมันก็มีอยู่เป็นระบบทำกำไรกับส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงินหลายคู่มาจับเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาหาส่วนต่างที่เป็นบวก ซึ่งจะได้กำไรน้อยมากในการเทรดแต่ละกลุ่ม ซึ่งกว่าจะได้กำไร $5 หรือ $10 ต้องยอมโดนลากติดลบบางครั้งหลายร้อยเหรียญกว่าจะเวียนกลับมาเป็นบวก $3 หรือ $5 หรือ $10 บางครั้งก็มีพลาดบ้างแต่จะมีน้อยกว่าได้กำไร ระบบนี้เรียกกันว่า Arbitrage ซึ่งแน่นอนต้องใช้ทุนในการเทรดสูงมากเพราะต้องสามารถทนการติดลบระหว่างทางได้สูง หากพลาดจะขาดทุนหนักมาก กว่าจะเก็บเอาคืนมาได้ใช้เวลาสะสมนาน อีกทั้งโบรกหลายแห่งก็ไม่ยอมให้ทำการเทรดแบบ Arbitrage ระบบนี้จึงไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง
ข้อดีของระบบแบบนี้ คือไม่ต้องใช้ทักษะ หรือ ใช้สมองคิดมาก
ข้อเสียของระบบแบบนี้ ก็คือหากเป็นระบบที่ไม่ดี โอกาสที่จะขาดทุนสูงมากเพราะตลาดฟอเร็กซ์มันเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงมาก แต่หากเป็นระบบที่ออกแบบมาดีมันก็จพเป็นต้องใช้ทุนสูงมากเพื่อรองรับการติดลบก่อนที่จะกลับมาเป็นบวก
ชื่อระบบ : ระบบในฝัน
ตลาดฟอเร็กซ์มันไม่ใช่ตลาดเด็กเล่นขายของ มันเป็นตลาดที่ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศโดยตรง มันจึงมีความผูกโยงกับค่าความอ่อนแข็งของสกุลเงินระหว่างประเทศ ที่ทุกๆประเทศจะต้องพยายามอย่างหนักที่จะรักษาสภาพค่าของของตนเองให้อยู่ในสภานะที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ประเทศที่ส่งออกมากๆก็พยายามรักษาอัตราส่วนของค่าเงินให้อ่อนกว่าประเทศเป้าหมายเพื่อเอาเงินเข้าประเทศได้มากขึ้นจากการแลกเปลี่ยนค่าเงิน ประเทศที่นำเข้ามากๆก็เน้นให้ค่าเงินตนเองแข็งค่าเพื่อจะได้ซื้อสินค้าเข้ามาในราคาถูก ที่นาย จอร์จ โซรอส เข้ามาโจมตีค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ทำกำไรไปมหาศาลก็เข้ามาผ่านกลไกของตลาดฟอเร็กซ์นี่แหละ
ดังนั้นก่อนจะเข้ามาทำกำไรกับงานเทรด จำเป็นต้องรู้กลไกของตลาด และต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องกับงานเทรดว่าอะไรที่มันเป็นไปได้ และ อะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ อย่าคิดเองเออเอง ด้วยความประมาท ด้วยความไม่รู้จริง เราควรศึกษาให้ดี ทำการบ้านให้ดี ก่อนเข้ามาทำการเทรด
หลังจากศึกษากลไกของตลาดดีแล้ว ก็ทำการเลือกว่าจะใช้ระบบหรือรูปแบบการเทรดแบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเราเพราะทุกๆอาชีพ มันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยวิธีคิดแบบมือสมัครเล่น หรือ วิธีคิดแบบงูๆปลาๆ
หากจะถามว่าระบบเทรด Super-D-EA สามารถทำแบบข้อที่ 3. คือใส่ Buy หรือ Sell ตามรายการชื่อคู่เงินนั้นได้ไหม คำตอบคือทำได้ และ แม่นยำด้วย แต่มันจะทำไม่ได้แค่ไม่สามารถบอกได้ว่าหลังจากกด Buy หรือ Sell ไปแล้วราคามันจะไปได้ไกลแค่ไหน มันจะไปถึง TP หรือเปล่า เพราะเรื่องของ TP เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากมากสำหรับระบบอัตโนมัติ ดังนั้นระบบเทรด Super-D-EA จึงไม่ได้ใส่กลไกนี้เข้าไป เพราะยิ่งจะทำให้ผู้ใช้มีโอกาสขาดทุนสูงหากราคาไปไม่ถึง TP แล้วย้อนกลับไปติดลบ ยกเว้นทุนหนามากๆเอาไว้รองรับการติดลบหนักๆได้ ซึ่งวิธีการนี้มันไม่ใช่วิธีการที่ดีตามหลักการลงทุน
ทุกๆระบบเทรดจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการฝึกการใช้งานด้วยบัญชีทดลองก่อน เพื่อจะได้คุ้นเคยกับระบบเทรดนั้น และจะได้รู้ว่าสไตล์ของเราที่เราชอบจะต้องทำแบบนี้ให้ระบบเทรดมันเข้ากับสไตล์ของเราได้ดีที่สุด แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่ามีคนจำนวนน้อยมากที่ใช้บัญชีทลองในการฝึกเทรด ส่วนมากที่เห็นๆมักจะได้ระบบเทรดมาก็เปิดบัญชีจริงเข้าไปเทรดเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก หากเทรดเก่ง และ ชำนาญมาก่อนแล้ว อันนั้นเป็นอีกเรื่อง แต่เท่าที่ได้สัมผัสขนาดเทรนด์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเทรดก็ยังดูไม่ออกเลย ยิ่งไปใช้บัญชีจริงเทรดยิ่งน่าเป็นห่วง
การที่ระบบ Dashboard มันช่วยให้เราสะดวกจากการหาคู่เงินที่เหมาะสมในการเทรดมันก็ถือว่ามีประโยชน์มากแล้ว ที่เหลือก็แค่เปิดดูกราฟ และ สัญญาณประกอบอีกเพียงเล็กน้อย ว่าเทรนด์แข็งแรงไหม สถานะราคามันเป็นต้นเทรนด์ หรือ ปลายเทรนด์ เพื่อกลั่นกรองก่อนเปิดเข้าออเดอร์ งานที่มีคุณภาพมันจำเป็นต้องใส่ใจ และกำกับคุณภาพ
สถานะของสีต่างๆนั้นเราควรเอาไว้ดูเป็นตัวบอกความแข็งแรงของทิศทางราคาของคู่เงินต่างๆ มันทำให้เราได้เห็นสถานะการซื้อขายของคู่เงินนั้นได้ทันที แค่นี้ก็ถือว่าระบบมันช่วยงานเราได้มาก แถมยังในบางคู่เงินที่ระบบไม่ได้แสดงสถานะการซื้อขายออกมาชัดเจน แต่ระบบ D-Signal แจ้งการ Buy หรือ Sell ให้เห็น เราก็สามารถทำการคลิ๊กเข้าไปดูกราฟราคาก่อนตัดสินใจเข้าออเดอร์ได้
ก่อนจะเข้าออเดอร์ก็ควรเปิดดูกราฟราคาก่อนว่ามันมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะ Buy หรือ Sell ตามที่ระบบแจ้ง ในภาพล่าง เทรนด์ย่อยปัจจุบันเป็นขาลง สถานะของราคาปัจจุบันเกิดรูปแบบ Price action ชื่อ Bullish Engulfing และ สัญญาณจาก D-Signal แจ้งให้ Buy
https://topindy.com/dea/trader
This content is restricted to site members. If you are an existing user, please log in. New users may register below.


