เพิ่มพลัง FXdreema ด้วย Custom MQL code
บทเรียนแนะนำ Momentum Hunter EA คลิกที่ลิงก์นี้
เพิ่มพลัง FXdreema ด้วย Custom MQL code
ในบทเรียนนี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้วิธีการผสมผสานการใช้งานระหว่าง FXdreema และ Custom MQL code เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการพัฒนา EA (Expert Advisor) โดยจะเข้าใจถึงวิธีการใช้บล็อก Custom MQL code เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นที่ไม่สามารถทำได้ด้วยบล็อกมาตรฐานของ FXdreema และสามารถนำทักษะนี้ไปพัฒนากลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น การสร้างระบบ Correlation เพื่อหาทิศทางของคู่สกุลเงิน

■ ประโยชน์ของการใช้ Custom MQL Code ใน FXdreema
เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกลยุทธ์การเทรด การใช้ Custom MQL code เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนา EA (Expert Advisors) สามารถปรับแต่งกลยุทธ์การเทรดได้อย่างลึกซึ้งและมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น การเขียนโค้ดด้วยตนเองช่วยให้สามารถสร้างเงื่อนไขและการคำนวณเฉพาะเจาะจงที่ไม่สามารถทำได้ด้วยบล็อกมาตรฐานของ FXdreema เช่น การตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่าน Line หรือการคำนวณขั้นสูงอื่นๆ
เข้าถึงฟังก์ชัน MQL ที่บล็อกมาตรฐานไม่รองรับ การเขียน Custom MQL code ช่วยให้สามารถเรียกใช้ฟังก์ชันเฉพาะทางใน MQL4 และ MQL5 ที่ไม่สามารถทำผ่านบล็อกใน FXdreema ได้ เช่น การดึงข้อมูลจาก Indicator ที่ซับซ้อน หรือการดำเนินการที่ต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งทำให้คุณสามารถสร้าง EA ที่ตอบโจทย์ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น
การบันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรดอย่างละเอียด Custom MQL code ยังช่วยให้คุณสามารถบันทึกข้อมูลการเทรดที่ซับซ้อน เช่น การติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด การบันทึกพฤติกรรมราคา หรือการจัดทำรายงานการเทรด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการปรับปรุงการทำงานของ EA ในระยะยาว
แก้ไขข้อจำกัดของ FXdreema ด้วยการเขียนโค้ด ในบางครั้ง การทำงานด้วยบล็อกใน FXdreema อาจมีข้อจำกัดไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะเจาะจงได้ การใช้ Custom MQL code จึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านั้น คุณสามารถเพิ่มฟังก์ชันที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อทำให้ EA ของคุณมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ในตลาดได้ดียิ่งขึ้น
■ ทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของ Correlation ในการเทรด
สำหรับบทเรียนครั้งนี้จะยกตัวอย่างการเทรดแบบ Correlation มาเป็นแนวทางในการศึกษาการเขียนโค้ด MQL ร่วมกับ Fxdreema การเทรดแบบ Correlation เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมในวงการเทรด ซึ่งนักเทรดสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาระบบ EA (Expert Advisor) ของตนได้ โดยในบทความนี้ เราจะอธิบายหลักการพื้นฐานของ Correlation และยกตัวอย่างการเขียนโค้ด MQL รวมถึงการใช้งานร่วมกับ Fxdreema ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การสร้างกลยุทธ์เทรดง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Correlation เป็นหลักการที่ใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงิน โดยมองหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงินที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันหรือตรงกันข้าม ซึ่งช่วยให้นักเทรดวางกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ โดย Correlation จะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:
- Positive Correlation (เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน)
- Negative Correlation (เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกัน)
ประโยชน์และข้อควรระวังในการเทรดด้วย Positive Correlation
ตัวอย่างของ Positive Correlation ได้แก่คู่สกุลเงิน EURUSD และ GBPUSD ซึ่งมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อเราถือสถานะในคู่ที่มี Positive Correlation:
- หากราคาของทั้งสองคู่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน จะมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น
- ในกรณีที่ราคาวิ่งสวนทางกัน จะลดโอกาสการขาดทุนที่รุนแรง ทำให้การถือสถานะนี้มีความเสี่ยงที่จัดการได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม หากราคาของทั้งสองคู่เกิดผิดทิศทางไปพร้อมกัน อาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนสูงได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้กลยุทธ์ Positive Correlation
ประโยชน์และข้อควรระวังในการเทรดด้วย Negative Correlation
ตัวอย่างของ Negative Correlation คือคู่สกุลเงิน EURUSD และ USDJPY ซึ่งมีการเคลื่อนไหวสวนทางกันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อถือสถานะในคู่ที่มี Negative Correlation:
- การเคลื่อนที่สวนทางกันช่วยลดความเสี่ยง เพราะหากคู่หนึ่งขาดทุน อีกคู่หนึ่งอาจทำกำไรได้ ช่วยลดความเสียหายโดยรวม
- Negative Correlation เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการลดความเสี่ยง เนื่องจากมีโอกาสน้อยที่ทั้งสองคู่จะวิ่งผิดทางพร้อมกัน
การเลือกคู่สกุลเงินอย่าง EURUSD และ USDJPY เหมาะสมสำหรับการใช้ Negative Correlation เพราะทั้งสองคู่เงินนี้เชื่อมโยงกับ USD, EUR และ JPY ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักที่มีบทบาทสำคัญในตลาดโลก มีการเคลื่อนที่ราคาที่ชัดเจนและมีแนวโน้มที่ดี ทำให้สามารถทำกำไรได้ในระยะสั้นๆ
การศึกษาปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคสำหรับการเทรดแบบ Correlation
การเทรดแบบ Correlation ต้องการการศึกษาที่ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นด้าน ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เช่น ข่าวเศรษฐกิจที่มีผลต่อคู่สกุลเงิน และ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อประเมินแนวโน้มของราคา โดยการวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละคู่เงินจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรด ทั้ง Positive และ Negative Correlation ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น
■ ตัวอย่างการใช้ Correlation ในการเทรด
ค่า Correlation คือการคำนวณหาความสัมพันธ์ของทิศทางระหว่างสองคู่เงิน ว่ามีทิศทางที่เคลื่อนไหวสวนทางกันหรือไปในทิศทางเดียวกัน หากค่า Correlation เป็นลบ ยิ่งเข้าใกล้ -100 มากเท่าไหร่ แสดงว่าคู่เงินทั้งสองมีการเคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง แต่ถ้าค่าใกล้ +100 หมายถึงว่าคู่เงินทั้งสองเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนและแรงเช่นกัน หากค่าใกล้ 0 หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงินทั้งสองไม่ชัดเจน
ข้อดีของการเทรดด้วยหลักการ Correlation
- กระจายความเสี่ยง: หากคู่เงินสองคู่มีความสัมพันธ์เชิงลบ (Negative Correlation) การเปิดสถานะในคู่เงินที่สวนทางกันจะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อหนึ่งในนั้นเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามคาด
- สร้างโอกาสทำกำไร: เมื่อเห็นการเบี่ยงเบนจาก Correlation ปกติ (เช่น คู่ที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันเกิดแตกต่างกัน) อาจเป็นโอกาสในการเข้าเทรดเพื่อทำกำไร
- ใช้ในการ Hedge: ช่วยป้องกันความผันผวนในตลาด โดยเปิดสถานะตรงข้ามในคู่เงินที่สัมพันธ์กัน
ตัวอย่างการใช้งาน Custom MQL code สมมุติว่าผู้เรียนต้องการดึง Correlation เพื่อนำไปใช้งานใน FXdreema ผ่านตัวแปรที่ประกาศในหัวข้อ Variables ก็จะมีโครงสร้างดังนี้
1. กำหนดระดับความอ่อนแข็งของ Correlation ที่ Constants เช่น double ,Correlation_Level = 80
2. ประกาศตัวแปรที่ หัวข้อ Variables เช่น double my_Correlation และ string Correlation_status
3. เขียนโค้ดคำสั่งดึงค่า Correlation ด้วยคำสั่ง MQL4 ในบล๊อก Custom MQL code เพื่อนำค่าที่ได้ไปใส่ในตัวแปร Correlation_status
เขียนโค้ดคำนวณค่า Correlation ....อาจจะหลายสิบบรรทัด
...............
...............
my_Correlation = ค่า Correlation ที่ดึงค่าออกมาได้
// ถ้าค่า Correlation น้อยกว่า 0 แสดงว่า ทิศทางของคู่เงินวิ่งสวนทางกัน
// ถ้าค่า Correlation มากกว่า 0 แสดงว่า ทิศทางของคู่เงินวิ่งไปทางเดียวกัน
if(my_Correlation < -Correlation_Level){ // น้อยกว่า -80%
Correlation_status = "Reversal";
}else if(my_Correlation > Correlation_Level){ // มากกว่า 80%
Correlation_status = "Following";
}
จากนั้นผู้เรียนก็เอาค่าจากตัวแปร Correlation_status ที่เราประกาศไว้ที่ Variables เพื่อเอาไปใช้งานร่วมกับบล๊อกอื่นๆ ใน FXdreema ได้โดยตรงเลย
ประโยชน์ของการใช้งานก็อาจจะใช้การนำเอาตัวแปร 2 ตัวไปใช้ในการกำหนดเงื่อนไขการเปิดออเดอร์ของ EA เช่น คู่ EURUSD กับ USDJPY โดยกำหนดผ่านบล๊อก Conditions โดยมีตัวอย่างการกำหนดดังนี้
1. สมมุติเปิดกราฟไว้ที่ EURUSD และราคากำลังวิ่งขึ้น ถ้าค่า my_Correlation ที่ได้น้อยกว่า -Correlation_Level (นั้นก็คือ -80) ก็ให้ทำการเปิดออเดอร์ให้ USDJPY ในฝั่ง Sell
2. สมมุติเปิดกราฟไว้ที่ EURUSD และราคากำลังวิ่งขึ้น ถ้าค่า my_Correlation ที่ได้มากกว่า Correlation_Level (นั้นก็คือ +80) ก็ให้ทำการเปิดออเดอร์ให้ USDJPY ในฝั่ง Buy
3. สมมุติเปิดกราฟไว้ที่ EURUSD และราคากำลังวิ่งลง และค่า my_Correlation มากกว่า Correlation_Level (นั้นก็คือ +80) ก็ให้ทำการเปิดออเดอร์ให้ USDJPY ในฝั่ง Sell
4. สมมุติเปิดกราฟไว้ที่ EURUSD และราคากำลังวิ่งลง และค่า my_Correlation ที่ได้มากกว่า -Correlation_Level (นั้นก็คือ -80) ก็ให้ทำการเปิดออเดอร์ให้ USDJPY ในฝั่ง Buy
5. ถ้าค่า my_Correlation อยู่ระหว่าง -80 ถึง 80 ก็ไม่ต้องทำอะไร
ในตัวอย่างต่อไปนี้ จะเป็นการสร้างโค้ดของจริงในการดึงค่า Correlation มาใช้ในการสร้าง EA เพราะบล๊อกของ FXdreema ไม่สามารถทำได้ จะทำให้ผูู้เรียนได้มองเห็นประโยชน์ของการใช้ Custom MQL code อย่างชัดเจน
ผลการทดสอบการออกแบบ EA ด้วยระบบ Correlation ส่วนโค้ด MQL ทั้งหมดของ EA ตัวนี้ สามารถดาวน์โหลดได้จากตอนท้ายบทเรียนนี้

ผู้เรียนสามารถดาวน์โหลดไฟล์ EA ตัวอย่างเป็นโค้ดต้นฉบับเพื่อนำไปพัฒนาต่อได้จากลิ้งค์ท้ายบทเรียนนี้
เนื้อหาของบทความนี้ทั้งหมด จะดูได้เฉพาะสมาชิกที่สมัครเรียนเท่านั้น
หากต้องการสมัครเข้าเรียนสามารถติดต่อได้ที่ช่องทางติดต่อสอบถามได้ที่ด้านล่างของเว็บนี้