Skip to content

คู่มือ Gold Hunter Premium

คลิ๊กที่ปุ่มเมนูเพื่อดูคู่มือการใช้งานระบบเทรด Gold Hunter Premium

Menu
  • สัญญาณต่างๆ
  • การติดตั้ง
  • การปรับแต่งค่า
  • เทคนิคการทำกำไร
  • เทรดด้วย Gold Hunter
  • Demand & Supply
  • Volume Profile
Menu

เทรดด้วย Volume Profile

Posted on June 9, 2023June 12, 2023 by admin

เทรดด้วย Volume Profile

Volume Profile คือเครื่องมือที่จะใช้แสดงถึงปริมาณการซื้อหรือขายในบริเวณต่างๆว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด ทำให้เราได้มองเห็นพฤติกรรมของราคาขณะนั้นว่าเป้นของเทรดเดอร์รายย่อยในตลาด หรือ เป็นการแฝงตัวเข้ามาของกองทุนขนาดใหญ่ หรือ ที่เรียกว่า ขาใหญ่ หรือ เจ้าตลาด หากเราไม่มีเครื่องมือ Volume Profile เราจะไม่สามารถมองออกได้เลยว่าตรงไหนน่าจะมีเจ้าตลาดเข้ามาซุ่มรอการเทรดส่งผลให้ราคาพุ่งแรงๆ

เนื่องจาก Volume Profile ถูกออกแบบให้แสดงผลเป็นแท่งกราฟในแนวนอนจึงทำให้ดูง่ายกว่า Volume แบบปกติที่แสดงเป็นแท่งกราฟแนวตั้ง แต่การดู Volume Profile เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้การตความผิดพลาดได้ เพราะ Volume Profile ไม่ได้บอกว่าตรงที่มีแรงสะสมมากๆนั้นราคาจะพุ่งไปในทิศทางใด ดังนั้นเราจำเป็นต้องเอาเทคนิคการเทรดแบบ Demand & Supply มาเป็นตัวยืนยันว่าทิศทางของราคาน่าจะพุ่งไปทางไหน

หลักการใช้งาน Volume Profile

ในการใช้งาน Volume Profile เราจะแบ่งออกเป็นชุดๆหรือแต่ละโซน โดยแต่ละโซนจะมีนัยยะอยู่ 3 ระดับคือ

1. POC (Point Of Control)

2. VAH (Volume Area High)

3. VAL (Volume Area Low)

ทั้งสามระดับนี้ก็คือกรอบการเทรดด้วย Volume Profile โดยมี POC เป็นบริเวณที่แรงซื้อขายถี่และมากสุด ใช้เป็นระดับชี้วัดว่าราคาจะวิ่งแรงไปทางฝั่งไหน โดยมี VAH ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และ VAL ทำให้ที่เป็นแนวรับ

VAH และ VAL ยังสามารถใช้เป็นจุดวาง Stop loss ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น กรณีที่เป็นการเปิดออเดอร์ Buy ที่บริเวณ POC เราสามารถใช้ VAL ทำให้ที่เป็นจุดวาง Stop loss ได้ แต่หากต้องการควบคุม DD อย่างเคร่งครัดในการเทรด หรือ พอร์ตเงินทุนต่ำก็ไม่ควรใช้ VAH หรือ VAL เป็นจุดวาง Stop loss

ในกรณีที่ราคาสามารถวิ่งทะลุ VAH หรือ VAL ออกไปได้ เป้าหมายก็คือ POC ของอีกโซนที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งหากราคามีความแรงมากๆ มันมักจะวิ่งจาก POC หนึ่งไปยังอีก POC หนึ่ง

POC-VAH-VAL

ภาพล่างนี้จะเป็นการเริ่มต้นใช้เครื่องมือ Volume Profile โดยเริ่มต้นที่ H4 มองหาจุดบริเวณยอดปลายแหลมที่ยาวๆมากที่สุดของแท่ง Volume Profile ให้ทำการตีเส้นแนวนอนไว้ ซึ่งเส้นแนวนอนที่ตีไว้นี้มันคือบริเวณที่มีนัยยะของการสะสมกำลังที่มากกว่าบริเวณอื่นๆ เราเรียกบริเวณนี้ว่า POC (Point Of Control)

ซึ่ง POC นี้ก็คือบริเวณที่มีนัยยะสำคัญค่อนข้างมาก เพราะมันถูกอ้างอิงมาจากค่า Volume Profile ที่เป็นค่าของแรงสะสมที่แอบซ่อนอยู่นั้นเอง POC ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นแนวรับและแนวต้าน ในระยะสั้นไปในตัว ซึ่งแตกต่างจากการมองแนวรับ แนวต้าน ทั่วๆไปที่มองจากจุดราคาสูงสุดหรือต่ำสุดหลายๆจุดที่มีระดับเดียวกันที่มีราคาวิ่งมาทดสอบหลายๆครั้งแล้วไม่ผ่าน ตรงนี้ต้องแยกให้ออกว่า POC กับ แนวรับ แนวต้านปกติ มีที่มาต่างกันอย่างไร จากภาพล่างนี้เราได้ POC ขึ้นมา 2 บริเวณ เราจะใช้สองเส้นนี้เป็นกรอบการเทรด

การใช้งาน-Volume-Profile-POC-VAH-VAL

 

เพื่อให้แน่ใจว่าทิศทางของปัจจุบันจะมีแนวโน้มไปทางฝั่งไหนเราจะใช้เครื่องมือ Demand & Supply และ ใช้หลักการของ Demand zone และ Supply zone มาช่วยในการคาดการณ์ทิศทางข้างหน้า โดยโครงสร้างของ Demand & Supply ล่าสุดเกิด R-B-? ซึ่งต่อจาก B เรายังไม่รู้ว่าจะเป็น R หรือ D

แต่ดูตามสถานการณ์จะเห็นว่าราคาได้ลงมาอยู่ต่ำกว่า POC ซึ่งเราจะให้น้ำหนักในระยะสั้นไปในทิศทางขาลงไว้ก่อน ถ้าราคาสามารถทะลุผ่าน VAH หรือ VAL ออกไปได้นั้นก็คือความชัดเจนของทิศทาง เป้าหมายก็คือ POC ของ Volume Profile อีกโซนที่อยู่ข้างหน้า

การใช้งาน-Volume-Profile-POC-VAH-VAL-DSZ

 

เราลองย่อขนาดแท่งเทียนให้เล็กลงไปเพื่อจะได้เห็นมุมมองในภาพรวมกว้างๆเพื่อให้คาดการณ์แนวโน้มของทิศทางได้ชัดเจนมากขึ้น พอย่อขนาดแท่งเทียนให้เล็กลงไปเราก็มองเห็นกราฟราคาที่แสดงถึงโครงสร้างของขาลงยังคงมีความแข็งแรงอยู่ แม้ว่าจะมีการยก Low ได้บ้างแต่จะเห็นถึงแรงของขาลงที่วิ่งเป็นแท่งยาวๆลงมาชัดเจน ในขณะที่แรงขาขึ้นต้องค่อยๆต่อตัวกันขึ้นช้าๆใช้จำนวนหลายแท่งกว่าจะดันราคาขึ้น มีเพียงแท่งล่าสุดเท่านั้นที่แสดงถึงแรงขาขึ้นมาให้เห็นแรงๆ แต่ก็ไม่สามารถทะลุผ่านเส้นเทรนด์ไลน์แนวต้านขึ้นไปได้

Supply zone สีชมพู และ Demand zone สีฟ้า ที่ H4 เป็นโซนที่ไม่ได้สดใหม่ โดนราคาวิ่งทดสอบหลายรอบแล้ว ถือว่าเป็นโซนราคาที่มีนัยยะต่ำแล้ว ณ.ตอนนี้เราจะโฟกัสที่ POC ทั้งสอง เป็นกรอบการเทรด โดยมี POC สีน้ำเส้นเป็นแนวต้าน และ POC สีแดงเป็นแนวรับ และมีเส้นเทรนด์ไลน์แนวต้านเป็นนัยยะสำคัญอีกตัว

เราจะทำการตีเส้นแนวนอนไว้ 4 เส้นคือที่ Supply zone ,POC ทั้งสอง ,Demand zone เพื่อเวลาย่อไทม์เฟรมให้เล็กลงจะได้มองระดับที่มีนัยยะต่างๆของ H4

การใช้งาน-Volume-Profile-POC-DSZ-TL

 

ย่อไทม์เฟรมลงมาที่ H1 ก็ดูไม่ได้มีอะไรแตกต่างกับ H4 มากนัก

การใช้งาน-Volume-Profile-POC-DSZ-TL-H1

 

ย่อไทม์เฟรมลงมาที่ M15 จะเห็นความแตกต่างจาก H4 ชัดเจน หลังจากเกิดแท่งขาขึ้นยาวๆที่ H4 ราคาที่ M15 เราจะเห็นการพักตัวที่ยาวนาน และค่อยๆลดตัวลงมา แสดงว่าไม่มีออเดอร์สะสมมากพอที่ Supply zone ที่จะดันราคาทะลุ Supply zone ขึ้นไปได้ ให้เป็นรูปแบบ R-B-R เพราะลักษฯะของ B (Base) ที่ดีมันจะไม่ใช้เวลาสะสมกำลังนานๆมันจะสะสมไม่กี่แท่งเพราะมีทุนเดิมสะสมซ่อนตัวไว้แล้วมันก็จะดีดตัวแรงๆทันที อาจดีดตัวขึ้น หรือ ลงก็แล้วแต่สถานการณ์ของโครงสร้างตลาด

ดูจากกราฟราคาที่ M15 นี้หากดูตามกราฟเทคนิคมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวลงมาค่อนข้างสูง (ยกเว้นมีข่าวแรงๆสวนทางเท่านั้นที่ราคาจะกลับตัวขึ้นอย่างแรงได้) จุดที่มองเห็นนัยยะสำคัญคือที่ POC และที่บริเวณ 61.8% ของฟิโบฯ ตรงแถบสีส้มอ่อน จะเป็นบริเวณที่เกิด Imbalance ทิ้งช่องว่างเป็น Fair Value Gap ไว้ ซึ่งโดยปกติราคามักจะต้องลงมาปิด Gap นี้บริเวณนี้เพื่อเก็บออเดอร์ตกค้างบริเวณ Gap ออกไปให้หมดก่อน และ สอดคล้องกับบริเวณ POC ที่อยู่ระดับ 78.6% ของฟิโบฯพอดี

มาถึงตรงนี้ทำให้เราได้มองเห็นโซนราคาที่มีนัยยะสำคัญที่จะเข้าเทรดได้ โดยการหาจังหวะที่ราคาย่อตัวขึ้นไปก็ทำการ Sell ลงมา โดยมี TP ที่บริเวณ POC หรือ ระหว่าง 61.8%–78.6% ของฟิโบฯ จากนั้นก็รอจังหวะการเข้าเทรดในฝั่ง Buy ในบิเวณ 61.8%–78.6% ของฟิโบฯอีกครั้ง โดยมี TP ที่ POC

การวิเคราะห์-Volume-Profile-POC-DSZ-TL-M15

https://topindy.com/goldhunter/vp

  • เทคนิคการเทรดด้วยสัญญาณ Gold Hunter Premium
  • ระบบเทรด Gold Hunter Premium
  • การติดตั้งระบบเทรด และ License ของ Gold Hunter Premium
  • การปรับแต่งค่าและวิธีแก้ไขปัญหาของระบบเทรด Gold Hunter Premium
  • เทคนิคการทำกำไร

รายละเอียดการสั่งซื้อระบบเทรด Gold Hunter Premium

©2026 คู่มือ Gold Hunter Premium | Design: Newspaperly WordPress Theme