MT5 SMC PRO
MT5 SMC PRO | MT5 SMC PRO-IIระบบเทรด SMC คุณภาพสูง ราคาประหยัด สร้างสัญญาณอัตโนมัติ ครบเครื่องในตัวเดียว
ราคาโปรโมชั่นเหลือเพียง
จากราคาปกติ 3,999 บาท โปรโมชั่นสุดคุ้มค่า หมดแล้วหมดเลย อย่าพลาดโอกาสสำคัญนี้!
ทุกสัญญาณระบบเทรดจะสร้างให้โดยอัตโนมัติ
💖 ซื้อครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดไป อัพเดทฟรีทุกเวอร์ชั่น
ระบบเทรด MT5 SMC PRO ดีอย่างไร ?
SMC PRO ถูกออกแบบมาเพื่อให้งานเทรดของคุณ ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำยิ่งขึ้น หลุดจากการเป็นเหยื่อให้กับตลาด ด้วยกลยุทธ์ Smart Money Concept (SMC) ที่ทรงพลัง เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และมือโปรที่ต้องการ "ทางลัด" สู่ความสำเร็จในการเทรดที่เป็นมาตรฐานสากล
🔎 รูปภาพทุกภาพสามารถคลิกเพื่อขยายได้
ปุ่ม EA และ แผงควบคุมออเดอร์
ปุ่ม EA ใช้สำหรับคลิกซ่อนแผงควบคุมออเดอร์ ซึ่งเป็นแผงสำหรับใช้ในการจัดการออเดอร์ และ ยังใช้แสดงสัญญาณสถานะของราคาในไทม์เฟรมต่างๆได้อีกด้วย โดยมีความสามารถดังนี้1. คลิกเพื่อเลือกแสดงกราฟได้ 5 คู่เงิน สามารถกำหนดได้ตามต้องการ สีของปุ่มรายชื่อคู่เงินยังสามารถแสดงสถานนะของราคาได้อีกด้วย เช่น สถานะ เทรนด์ หรือ Pullback
2. ปุ่มคลิกเปิดออเดอร์ Buy หรือ Sell
3. ปุ่มคลิกเปิดออเดอร์ Pending Order ในรูปแบบ Hedging หรือ Grid Order ได้
4. ปุ่มคลิกจัดการ SL หรือ TP ได้ เช่นการสั่งให้ตั้ง TP ของทุกออเดรอ์ไว้ที่ตำแหน่งราคาเดียวกัน หรือ สั่งลบหรือกำหนดค่าให้ SL หรือ TP ได้
5. ปุ่มคลิกเพื่อลบ Pending Order หรือ Buy/Sell ออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
6. ปุ่มคลิกเพื่อแบ่งปิดกำไรหรือขาดทุนด้วยค่า Lot ที่ระบุในการแบ่งปิด
7. ปุ่มคลิกเพื่อปิดออเดอร์ทั้งหมดที่กำลังเปิดออเดอร์
8. ปุ่มคลิกเพื่อทำการกันทุน (BreakEven) ให้กับทุกออเดอร์ที่มีกำไรตามกำหนด เช่น กำหนดระยะกำไรที่ 200 จุด และ ระยะ SL กันทุนที่ 50 จุด เมื่อคลิกที่ปุ่ม BreakEven ระบบจะสแกนหาว่ามีออเดอร์ไหนบ้างที่กำลังเปิดอยู่ และ มีกำไรตั้งแต่ 200 จุดขึ้นไป ให้ทำการเลื่อน SL มาไว้ที่แดนบวกห่างจากจุดเปิดออเดอร์ 50 จุด โดยอัตโนมัติ หากราคาย้อนกลับมาก็จะชน SL ที่กันขาดทุนที่ 50 จุด ยังไงก็ไม่ขาดทุน อย่างน้อยก็มีกำไร 50 จุด
สามารถแสดงสถานะของไทม์เฟรมต่างๆได้ในหน้าจอเดียว
ปุ่ม LQ
คือปุ่มแสดง Liquidity Zone หรือโซนที่มีนัยยะสำคัญที่มีโอกาสที่จะถูกผู้เล่นรายใหญ่ทำการสร้างสภาพคล่อง (Liquidity Provider) โดยปุ่ม LQ นี้จะใช้การคำนวณโซนราคาจากค่า Volume Profile ซึ่งเป็นการหาบริเวณราคาที่มีปริมาณการซื้อขายที่สูง ราคามีโอกาสเกิดการวิ่งที่รุนแรงที่บริเวณดังกล่าวจะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อคลิกแสดง Liquidity Zone จะไปตรงกับโซยราคาสำคัญๆเช่น Demand/Supply หรือ Order Block หรือ FVG Zone แสดงถึงกลไกการสแกนหาโซนสำคัญๆนี้ทำงานได้ถูกต้องและตรงกับบริเวณที่มีนัยยะสำคัญจริงๆ
โซนราคาที่ถูกสร้างจากปุ่ม LQ จะเห็นได้ว่าโซนที่ถูกสร้างไปตรงกับบริเวณที่มีนัยยะสำคัญหลายๆจุด จึงเชื่อได้ว่าโซนของเครื่องมือนี้ สามารถนำมาใช้ในการเทรดได้จริง
ปุ่ม OB
Demand & Supply หรือ Order Block คือโซนราคาที่มีนัยยะสำคัญต่อการเทรด เนื่องจากโซนเหล่านี้ถูกกำหนดจากผู้เล่นรายใหญ่สร้างเอาไว้ เพื่อสร้างสภาพคล่องในการดันราคาออกจากโซนเหล่านี้ได้แรงๆ โดยบริเวณโซนเหล่านี้ผู้เล่นรายใหญ่ได้วาง Pending Order ดักรอไว้ และ วางกับดักไว้ก่อน Pending Order เพื่อล่อให้รายย่อยในตลาดเพิ่มออเดอร์เข้ามามากๆจากนั้นก็ทำการกวาดกิน SL เพื่อดันราคาไปหา Pending Order ได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยแรงจากการกวาดกิน SL ของรายย่อยที่ตกเป็นเหยื่อยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อราคาวิ่งชน Demand zone หรือ Supply zone
ปุ่ม FVG
FVG หรือ Fair Value Gap คือช่องว่างของราคาที่เกิดความไม่สมดุลย์ (Imbalance) ในบริเวณช่องว่างนั้นเนื่องจากการที่ราคาวิ่งกระชากไปแรงๆ ทำให้จับคู่ออเดอร์ไม่ทันก็จะมีจำนวนออเดอร์ที่ขาดหายไปในตลาด เพราะปกติราคาที่วิ่งไปจะต้องมีการจับคู่ระหว่าง Buy กับ Sell ไปตลอดทาง (คล้ายการเดิมพันต้องมีสองฝั่งเสมอจึงจะสมบูรณ์เพราะไม่สามารถเดิมพันฝ่ายเดียวได้) ดังนั้นเพื่อให้ได้จำนวนออเดอร์ครบถ้วนกลไกตลาดก็จะต้องมีการดันราคากลับเข้ามาเก็ยออเดอร์ที่ตกค้างโดยการจับคู่ใหม่ขึ้นมา FVG จึงเป็นบริเวณที่เทรดเดอร์มักจะมาเฝ้ารอการกลับมาของราคาที่ FVG
ปุ่ม MS
MS ย่อมาจากคำว่า Market Structure ก็คือโครงสร้างของการเคลื่อนที่ของราคาในตลาดนั้นเอง หรือเรียกย่อๆว่า โครงสร้างราคา ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นรูปแบบของสถานะราคาของตลาดเป็น เทรนด์ขาขึ้น เทรนด์ขาลง และ การพักตัวของราคา (Sideways) ปกติสถานะของเทรนด์นั้นดูด้วยสายตาก็พอจะมองออกอยู่แล้ว แต่สำหรับการเทรดในทุกๆกลยุทธ์หากต้องการกำไรจะหลีกเลี่ยงเรื่องของการใช้โครงสร้างราคาในการเทรดไม่ได้เลย ประโยชน์หลักๆก็คือการได้รู้ชัดเจนว่าราคาจะไปต่อ หรือ ราคาจะเปลี่ยนเทรนด์ ได้เห็นการ Pullback ของราคา ทำให้สร้างโอกาสในการเข้าเทรดในบริเวณที่มีโอกาสทำกำไรได้สูง หรือ ลดความผิดพลาดลงไปได้มากนั้นเอง
ปุ่ม MA
MA ย่อมาจากคำว่า Moving Average หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เรียกย่อๆว่า เส้นค่าเฉลี่ย เส้นนี้ทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้าน แต่เป็นแนวรับแนวต้านที่วิ่งโค้งงอไปตามราคาได้ ทำให้ได้รู้ว่าราคาขณะนี้มีความแข็งแแรงมากแค่ไหน เป็นแรงฝั่งไหน เช่น เส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 (ค่าเฉลี่ยการซื้อขายในรอบ 10 แท่ง) วิ่งตัดเส้น EMA200 (ค่าเฉลี่ยการซื้อขายในรอบ 200 แท่ง) นั้นแสดงว่าแรงของตลาดปัจจุบันเป็นแรงซื้อหรือขาขึ้น เพราะแค่กค่าเฉลี่ยการซื้อขายในรอบแค่ 10 แท่งนั้นเอาชนะ ค่าเฉลี่ยการซื้อขายรอบ 200 แท่งได้ ซึ่งแนวรับแนวต้านแบบอื่นๆไม่สามารถสื่อออกมาชัดเจนแบบนี้ได้ และ ยังมีคุณสมบัติอีกหลายอย่าง เช่นการเอามาใช้ยืนยันโซนราคา Demand & Supply หรือ ใช้ร่วมกับเครื่องมือประเภทโมเมนตัมต่างๆ เช่น MACD เป็นต้น เพื่อเพิ่มความแม่นยำของเครื่องมือโมเมนตัมได้เป็นอย่างดี
ปุ่ม FB
FB ย่อมาจาก Fibonacci โดยปุ่มนี้จะช่วยตีเส้น Fibonacci แบบ Retracement (หาระยะการย่อตัวของราคา หรือ จุดกลับตัว) ให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถกำหนดค่า Period ของระยะลูกคลื่นปัจจุบันได้สองค่า เช่น 34 กับ 100 โดยการกดปุ่ม Ctrl กับปุ่ม ] หรือ ปุ่ม } การตีเส้นจะสลับการวัดในระยะ 34 แท่ง กับ 100 แท่งได้ทันที ทำให้สามารถมองเห็นการย่อตัวของราคาได้ทั้งคลื่นเล็ก และ คลื่นใหญ่ ได้อย่างรวดเร็ว
ปุ่ม EX
EX ย่อมาจาก Extension โดยปุ่มนี้จะช่วยตีเส้น Fibonacci แบบ Extension (หาเป้าหมายของราคา) ให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถกำหนดค่า Period ของระยะลูกคลื่นปัจจุบันได้สองค่า เช่น 34 กับ 100 โดยการกดปุ่ม Ctrl กับปุ่ม ] หรือ ปุ่ม } การตีเส้นจะสลับการวัดในระยะ 34 แท่ง กับ 100 แท่งได้ทันที ทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายของของราคาได้ทั้งคลื่นเล็ก และ คลื่นใหญ่ ได้อย่างรวดเร็ว
ปุ่ม CH
CH ย่อมาจากคำว่า Channel เครื่องมือนี้จะทำการตีเส้น Trendline Channel หรือ เส้นเทรนด์ไลน์แบบกรอบบน-กลาง-ล่าง ทำหน้าที่เป็นแนวรับ แนวต้าน แบบเฉียง นั้นเอง เพราะราคาในตลาดบ่อยครั้งจะวิ่งทะแยงเฉียงขึ้น หรือ เฉียงลง เส้นเทรนด์ไลน์แบบนี้จะช่วยให็หาจุด Breakout ของราคาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และ เครื่องมือนี้ยังตีเส้นแนวนอนใช้เป็นกรอบการเทรดของวันนี้ได้อีกด้วย
ปุ่ม AL
AL ย่อมาจากคำว่า Alert หรือ การแจ้งเตือน เครื่องมือนี้จะสร้างเส้นให้จำนวน 2 เส้น เพื่อใช้เป็นแนวรับ และ แนวต้าน หากผู้ใช้งานต้องการอยากให้เกิดการแจ้งเตือนที่ระดับราคาใด ก็แค่เบื่อนเส้นไปวางตามระดับราคาที่ต้องการให้เกิดการแจ้งเตือน เมื่อราคาไปชนเส้นก็จะเกิดการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์ หรือ ประเภทของการแจ้งเตือนที่ท่านกำหนด เช่น Email ,MT5 Alert ,Telegram
ปุ่ม SR
SR ย่อมาจากคำว่า Support Resistance ก็คือแนวรับ และ แนวต้าน นั้นเองโดยเครื่องมือนี้จะทำการสแกนหาระดับราคาที่มีการทดสอบหลายๆครั้งหรือเกิดนัยยะทางราคาซ้ำๆ จากทุกไทม์เฟรม ตั้งแต่ M1 จนถึง MN นำมาแสดงที่หน้าจอเดียวทำให้สะดวกในการใช้งาน และ ยังมีการคำนวณหาแนวรับ แนวต้าน จาก RSI อีกด้วย
คุณจะมองเห็นแนวรับ แนวต้าน จากทุกไทม์เฟรม แค่คลิกปุ่ม SR นี้เท่านั้น
SMC คือการไม่เทรดตามคนส่วนใหญ่ เนื่องจากเราเดาใจผู้เล่นรายใหญ่ยาก แต่เราสามารถเดาใจคนส่วนใหญ่ง่ายกว่า ดังนั้นโอกาสของการทำกำไรจะมีโอกาสสูงกว่าคนส่วนใหญ่
ปุ่ม TDZ
TDZ ย่อมาจากคำว่า Trading Zone โดยเครื่องมือนี้จะสร้างโซนราคาที่คำนวณจากโมเมนตัม โดยใช้ MACD ในการคำนวณเพื่อสร้างโซนราคาที่เกิดขึ้นกับสัญญาณที่เกิดนัยยะกับ MACD บ่อยๆ ทำให้การใช้งานง่ายกว่าการมองผ่านเครื่องมือ MACD โดยตรง หรือจะใช้ร่วมกันทั้งสองก็จะช่วยให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น จากภาพจะเห็นได้ว่าเมื่อโซนราคาถูกสร้างจาก MACD มันไม่ได้สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีนัยยะ แต่มันเกิดนัยยะสำคัญที่เป็นทั้ง Demand & Supply และ FVG นั้นแสดงว่ากลไกการสร้างโซนราคาด้วย MACD นี้มันมีนัยยะสำคัญจริงๆ เป็นทางเลือกอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาอ้างอิงในการเทรดได้เป็นอย่างดี
ปุ่ม MM
MM หรือ Money Management ก็คือการบริหารเงินทุน การเทรดที่เป็นมาตรฐานและต้องการผลลัพธ์ของการเทรดที่มีการเติบโตของตัวเลขกำไรต่อเนื่อง หรือ การสร้างโอกาสของการทำกำไรได้มากกว่าขาดทุน หากมองภาพการเทรดเป็นการรบ สัญญาณเทรดก็คืออาวุธ และ การบริหารเงินทุนก็คือชุดเกาะ นักรบที่สามารถเอาตัวรอดในสงครามได้จะมีแค่อาวุธอย่างเดียวไม่ได้เลย มันมีความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจำเป็นต้องมีชุดเกาะป้องกันตัวด้วย งานเทรดก็เช่นเดียวกันหากมีเกาะป้องกันเงินทุนโอกาสที่จะล้างพอร์ตก็จะเกิดขึ้นได้ยาก หรือ อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย การบริหารเงินทุนมันคือหัวใจสำคัญของงานเทรดเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในงานเทรด เนื่องจาก การบริหารเงินทุนเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ละเลย ไม่อยากทำเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย คนส่วนใหญ่จึงมุงไปในเรื่องของสัญญาณเทรดเพียงอย่างเดียว มันก็จะจบลงแบบนักรบที่ไม่สวมชุดเกาะนั้นเอง
ปุ่ม TL
TL หรือ TrendLine เทรนด์ไลน์ก็คือแนวรับแนวต้านแบบเฉียง ใช้เพื่อสร้างกรอบการเทรด โดยเครื่องมือตัวนี้จะสร้างเส้นแนวต้านข้างบน และ เส้นแนวรับข้างล่าง และมักจะออกมาเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ใช้สามารถหาการ Breakout ของราคาได้ชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เทรดเดอิร์ทั่วโลกนิยมใช้งานกันเป็นจำนวนมาก
ปุ่ม BO
BO หรือ BreakOut เป็นเครื่องมือที่แสดงจุดที่ราคามีการ Breakout ออกจากบริเวณต่างๆ โดยเครื่องมือนี้ได้ใช้การคำนวณจากสัญญาณสามตัวคือ Bollinger Band และ RSI และ Volume เพื่อใช้คาดการณ์ทิศทางของราคาระยะสั้น สำหรับการเทรดที่มีคุณภาพไม่ควรใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงตัวเดียว ควรใช้เครื่องมือหลัก เช่น โครงสร้างราคา ตามด้วยโซนราคา และ หาการกลับตัว หรือ การ Breakout อย่างน้อยๆควรมี 3 เงื่อนไขในการเทรดตัวอย่างเช่น โครงสร้างราคาเห็นชัดเจนว่าเป็นขาลง เราก็ต้องโฟกัสที่ Supply zone หรือ โซนแนวต้าน เมื่อราคาไปถึงบริเวณ โซนแนวต้านก็ใช้สัญญาณยืนยันการกลับตัว หรือ ในกรณีที่โครงสร้างตลาดเป็นขาลง ราคาลงมาที่ Demand zone และเกิดสัญญาณ Breakout เราก็รอก่อน เมื่อราคาทะลุ Demand zone ลงมาได้ ต่อมาราคาย้อนขึ้นไปหา Demamd zone เดิม ที่ปัจจุบันเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็น Supply zone ไปแล้วเราก็ค่อยเข้าเทรดที่ Supply zone ล่าสุดยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อราคาวิ่งชนเส้นแนวนอน หรือ แจ้งเตือนเมื่อเกิดสัญญาณลูกศร
ปุ่ม DG
DG หรือ Divergence เครื่องมือนี้จะทำการสแกนหาบริเวณที่เกิดสัญญาณ Divergence ในรูปแบบต่างๆ ทั้ง Regular และ Hidden ค่ามาตรฐานกำหนดให้แสดงเฉพาะ Regulat Divergence เท่านั้น เพื่อจะได้ดูง่าย ไม่รกหน้าจอ สัญญาณ Divergence ก็คือการสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมบางช่วงของตลาด ที่ราคาวิ่งไปทางหนึ่ง แต่สัญญาณอินดิเคเตอร์กลับวิ่งสวนทางไปอีกทาง และ ต่อมาราคามักจะวิ่งไปตามทิศทางของอินดิเคเตอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบของ Regullar Divergence ที่มักเกิดในช่วงท้ายเทรนด์ หรือ ใกล้จบเทรนด์
ปุ่ม VP
VP หรือ Volume Profile ก็คือเครื่องมือที่แสดงปริมาณการซื้อขาย (Volume) ณ ระดับราคาแต่ละช่วง เพื่อสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าช่วงระดับราคาไหนบ้างที่มีปริมาณการซื้อหรือขายมากที่สุด จุดที่มีการซื้อขายมากที่สุดก็จะเรียกว่า POC (Point Of Control) และ มีระดับที่มีปริมาณการซื้อขาย ในระดับ 70% ของปริมาณซื้อขายที่มากที่สุดก็คือ VAH (Value Area High) และ VAL (Value Area Low) โดย POC ก็จะเหมือนกับแม่เหล็กที่คอยดึงราคาเข้าไปหา หรือ ใช้มองเป็นโซน แนวรับ แนวต้าน ที่แข็งแรงได้เช่นกัน
ปุ่ม STS
STS ย่อมาจาก Smooth Trend Signal ดูผิวเผินก็จะคล้ายๆเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ แต่กลไกการแสดงเส้นสัญญาณทั้งสองนั้นไม่ได้คำนวณแบบเส้นค่าเฉลี่ย แต่ใช้การใช้สูตรอ้างอิงพฤติกรรมของตลาดช่วงปัจจุบันเป็นหลักในการคำนวณเพื่อสร้างเส้นขึ้นมา และ ยังมีกลไกการกรองสัญญาณเพี้ยนออกไปทำให้เส้นวิ่ง ได้ราบเรียบลดการขยักเกี่ยวพันกันลงไปมากกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั่วไป และ ใช้การตัดกันของเส้นแสดงจุดเข้าซื้อ หริอ ขาย โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยมาเป็นตัวแบ่งเทรนด์ (เส้นประไข่ปลาสีชมพู) สัญญาณ STS นี้เหมาะสมสำหรับการเทรดสั้นในไทม์เฟรมเล็กๆ เช่น M1 หรือ M5 แต่ก็ควรอ้างอิงทิศทางหลักของ H1 ด้วย จะได้ไม่หลงเทรนด์ และ ควรเก็บกำไรระยะสั้นๆเท่านั้น เพื่อให้สัญญาณนี้มีความแม่นยำในการใช้งานก็ควรทำการปรับแต่งค่าให้เหมาะสมกับคู่เงินและไทม์เฟรมที่ใช้งานจริงๆก่อน เพราะค่าที่กำหนดมานั้นเป็นเพียงค่าเฉลี่ยกลางๆเท่านั้น✨ สำหรับระยะ SL และ TP ควรกำหนดเองตามความเสี่ยงที่รับได้จะดีที่สุด เพราะบางครั้งระบบจะคำนวณระยะ SL และ TP ที่แคบเกินไป
ตัวอย่างที่เกิดสัญญาณ Buy ณ.กราฟปัจจุบันขณะกำลังเขียนคู่มือนี้อยู่
การปรับแต่งค่าการทำงานปุ่ม STS
1. Signal period คือจำนวนของแท่งเทียนย้อนหลังในการสแกนหาสัญญาณซื้อขาย หากกำหนดมากเกินไป ระบบจะทำงานช้า สะดุด หรือ บางไทม์เฟรมอาจค้าง เพราะมีจำนวนแท่งเทียนไม่เพียงพอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้มันแสดงสัญญาณซื้อขายในอดีตเลย เพราะไม่มีประโยชน์ในการเทรดจริง แต่ควรใช้ในการปรับแต่งค่าการทำงาน เพื่อดูผลย้อนหลังไกลๆก่อน หลังจากปรับแต่งค่าได้ตามต้องการแล้ว ก็ลดตัวเลขลงมามากๆก็ได้2. Fast factor กับ Slow factor ปรับค่าการทำงานของเส้นทั้งสอง ยิ่งตัวเลขสูงสัญญาณการตัดกันจะถี่ขึ้นและอาจจะแจ้งเตือนถี่เกินไปและมีความผิดพลาดสูงขึ้น ตัวเลขน้อยลงก็จะมีความเป็นเทรนด์มากขึ้น ค่าทั้งสองเส้นไม่จำเป็นต้องเท่ากันก็ได้ ตัวเลขบนสุดคือค่าของเส้น Fast(เส้นสีขาว) และ ตัวเลขล่างจะเป็นการกำหนดความเร็วของเส้น Slow(เส้นสีส้ม)
3. Crossover MA gap check กำหนดระยะห่างระหว่างราคาปิดของแท่งที่เกิดจุดตัดกันของเส้น กับ เส้นค่าเฉลี่ยเส้นประสีแดง หากมากเกินที่กำหนดไว้เป็นจำนวนจุด (Points) ก็จะไม่แสดงสัญญาณซื้อขายเพราะถือว่าราคาไปไกลเกินไป ได้จุดเข้าออเดอร์ที่เสี่ยงเกินไป
⚠️ กรณีที่เส้นตัดกัน แต่ไม่แสดงสัญญาณซื้อขายออกมา ให้เพิ่มค่าตัวเลขนี้ขึ้นไปจากเดิมมากๆไว้ก่อน เพื่อให้ปรากฎสัญญาณซื้อขายก่อน แล้วค่อยหาค่าที่เหมาะสมต่อไป
4. Max SL point หมายถึงระยะ SL สูงสุด หากได้ระยะ SL ที่มากเกินกว่าที่กำหนดนี้ ระบบก็จะเลือกใช้ SL จากที่กำหนดไว้ใน Custom SL point แทน
5. Quality SL หมายถึงระยะ SL ที่คำนวณออกมาได้น้อยถือว่าเป็น SL ที่มีคุณภาพ ระบบจะตั้งค่า TP ใหม่ โดยการกำหนดเป็นตัวเลขสัดส่วน RR ว่าจะใช้ TP เป็นกี่เท่าของ SL
✨ สำหรับ Auto range คือการกำหนดให้ขยายจำนวนระยะห่างต่างๆให้โดยอัตโนมัติ และ Auto adjust point(account multiplier) คือการตรวจสอบระยะการวัดจำนวนจุดของบัญชีเทรด เพราะบัญชีบางประเภทจะมีจำนวนจุดที่ไม่เท่ากันของแต่ละโบรก
ปุ่ม RC
RC หรือ Reset Chart คือปุ่มที่ใช้ Reset การแสดงผลที่กราฟเพื่อล้างหน้าจอให้สะอาด ในกรณ๊ที่บางครั้งมีการแสดงสัญญาณแปลกๆที่กราฟ หรือ สัญญาณบางตัวค้าง ก็ใช้ปุ่ม RC ทำการ Reset การแสดงผลได้
สัญญาณอื่นๆ
นอกจากปุ่มกดทั้ง 19 ปุ่ม และ และควบคุมออเดอร์แล้ว ยังมีเครื่องมืออื่นๆที่จำเป็นต่องานเทรดให้เลือกใช้งานได้อีกหลายอย่าง
การแจ้งเตือน
🛑 ปัจจุบันไม่สามารถแจ้งเตือนผ่านไลน์ได้แล้ว เพราะไลน์ได้ยุติการให้บริการแจ้งผ่านไลน์แบบฟรี มีแต่บริการเสียเงินอย่างเดียวสัญญาณแจ้งเตือนของระบบเทรด MT5 SMC PRO จะสามารถแจ้งเตือนได้ทั้งทาง แอป MT5 มือถือโดยตรง หรือ สามารถใช้การแจ้งเตือนผ่าน Telegram ที่สามารถแจ้งเตือนได้ทั้ง PC และ แอปมือถือ หรือ แจ้งเตือนไปทางอีเมลของท่านทางมือถือ(วิธีนี้ใช้แบตเตอรี่ต่ำที่สุด) โดยมีสัญญาณที่สามารถแจ้งเตือนได้ดังนี้
1. ปุ่ม AL แจ้งเตือนเมื่อราคาวิ่งชน แนวรับ หรือ แนวต้าน ที่กำหนดไว้
2. ปุ่ม OB แจ้งเตือนเมื่อราคาวิ่งชน Demand zone หรือ Supply zone
3. ปุ่ม STS แจ้งเตือนเมื่อเกิดสัญญาณซื้อ หรือ ขาย การตั้งค่าดูจากหัวข้อ ปุ่ม STS ได้เลย
4. ปุ่ม BO แจ้งเตือนเมื่อราคาวิ่งชนเส้นแนวนอน หรือ แจ้งเตือนเมื่อเกิดสัญญาณลูกศร
5. MACD แบบใหม่ แจ้งเตือนเมื่อแท่ง Histogram วิ่งตัด 0.0 ขึ้น หรือ ลง
📢 วิธีตั้งค่า Telegram ศึกษาได้จากลิ้งค์นี้
คลิกที่นี่เพื่อดูวิธีตั้งค่า Telegram
ระบบเทรด MT5 SMC ช่วยคุณอย่างไร?
- มองเห็นภาพตลาดได้ชัดเจน
- รู้ทันทีว่าเมื่อไหร่ราคาจะวิ่งแรง
- คาดการณ์ทิศทางราคาได้แม่นยำ
- แยกโซนเสี่ยงกับโซนทำกำไร
แค่คุณวาง Pending Order ตามแผน จากนั้นก็ปิดเครื่องไปพักผ่อน หรือใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่
- ไม่ต้องเครียด
- ไม่ต้องเฝ้าจอ
- ไม่เสียเวลาทั้งวัน
ชีวิตการเทรดของคุณจะง่ายขึ้น สบายขึ้น และมีเวลาสำหรับสิ่งสำคัญในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ✨
SMC คืออะไร และเทรดด้วย SMC ดีอย่างไร ?
SMC (Smart Money Concept) เป็นแนวคิดการเทรดที่เน้นการวิเคราะห์พฤติกรรมของ "Smart Money" หรือกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ ผู้มีอิทธิพลและสามารถกำหนดทิศทางของตลาดได้ พวกเขาจะเข้ามาเทรดทำกำไรโดย ลากราคากิน SL ของออเดอร์จำนวนมากในตลาด แล้วดันราคาไปยังทิศทางที่ต้องการ
ข้อดีของการเทรดด้วย SMC
- หยุดการเป็นเหยื่อของผู้เล่นรายใหญ่ ลดการโดนลากแทงกิน SL ลงไปได้มาก โดยเข้าเทรดบริเวณ SL ของคนส่วนใหญ่
- เข้าเทรดตามผู้เล่นรายใหญ่ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะมีโอกาสในการทำกำไรสูงตามผู้กำกับตลาด
- เพิ่มคุณภาพของออเดอร์ เพราะการเข้าเทรดในบริเวณที่รายใหญ่เทรด โอกาสทำกำไรมีสูง
- ลดความเครียดในการเทรด กลยุทธ์ SMC คือการเทรดด้วย Pending Order จึงไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าหน้ากราฟ
- เส้นทางลัดสู่ความเป็นมืออาชีพ กลยุทธ์ SMC เป็นเทคนิคที่ต่อการเรียนรู้ และ มีประสิทธิภาพสูง
เลิกนั่งเฝ้าหน้ากราฟ รอลูกศร รอสัญญาณเข้าออเดอร์
จุดเข้าออกที่ดีต้องมาจากความมั่นใจของคุณเอง หากคุณยังใช้วิธีนั่งรอสัญญาณบอกเข้าออก คุณจะไม่เป็นตัวของตัวเอง คุณจะขาดความมั่นใจในตนเอง คุณจะไม่สามารถเอาการนั่งรอสัญญาณเข้าออกมาต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้ของคุณได้เลย
คุณจะสิ้นเปลืองเวลาไปเปล่าๆ คุณจะอาศัยเทคนิคนัั้นในการยึดเป็นอาชีพไม่ได้เลย คุณยังต้องพบกับ การได้ๆเสียๆแบบควบคุมไม่ได้ แล้วคุณจะฝากอนาคตของคุณไว้กับการนั่งรอสัญญาณเหรอ
เทคนิคการเทรดแบบ SMC จะช่วยพัฒนาศักยาภาพการเทรดของคุณให้สูงขึ้นด้วยระยะเวลาที่สั้นมาก คุณจะเรียกรู้ไปพร้อมกับการทำกำไรด้วยความมั่นใจ และ หลุดออกจากวงจรได้ๆเสียๆเติมเงินแล้วเติมเงินอีก
ไม่รู่ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน งง! ไปหมด ต้องทำตามนี้ทำกำไรได้แน่นอน
การอ่านคือวิธีการบังคับให้สมอง “คิดตาม” ส่งผลให้จดจำได้นาน คนที่ประสบความสำเร็จทุกวงการล้วน ใช้การอ่าน+ลงมือทำ เป็นสะพานทอดไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและมั่นคง การปฎิเสธการอ่านคือการปฎิเสธความสำเร็จ
สัญญาณที่ดีที่สุดของการเทรดคือสัญญาณที่มาจากทักษะ และ ประสบการณ์ของคุณเอง เพราะคุณจะรู้ว่ารูปแบบไหนจริง รูปแบบไหนเท็จ เพราะคุณผ่านมันมาหมดแล้ว ซึ่งระบบอัตโนมัติใดๆก็ไม่สามารถแยกแยะจริงเท็จได้แบบทักษะของคุณ
👍 เทคนิคต่อไปนี้เป็นการนำเอาเทคนิคการเทรดมาตรฐานที่เรียบง่ายซึ่งเทรดเดอร์จำนวนมากใช้เทรดทำกำไรกัน มาเป็น ระบบมาตรฐานหลัก หรือ ระบบนำร่อง และ นำเอาเทคนิค SMC บางส่วนมาใช้ผสมด้วยการหา FVG หากบริเวณใดเกิด FVG ใหญ่ๆก็จะมี Order Block อยู่บริเวณติดกับ FVG จึงส่งผลให้เทคนิคมาตรฐานหลักมีความแม่นยำเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องของ SMC โดยตรงให้มือใหม่รู้สึกน่ากลัวเลย หัวใจหลักของเทคนิคคือ การเทรดตามเทรนด์หลัก (Trend Following) เป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับว่ามีโอกาสทำกำไรสูงที่สุด โดยการใช้เส้นค่าเฉลี่ยแบบ Channel มาแทนการดูโครงสร้างราคาเพื่อลดความซับซ้อนลงไป และ ใช้ Fibonacci หาการกลับตัวของสถานะ Pullback และ ใช้ MACD ช่วยยืนยันการกลับตัวของ Pullback และโมเมนตัมของราคาในการเข้าออเดอร์
ขั้นตอนต่อไปนี้คือเทคนิคการเทรดที่ปลอดภัยและได้ผลกับทุกๆสินค้า แต่ก่อนอื่นเลยคุณต้องเข้าใจคำว่า Pullback ก่อน Pullback ก็คือการที่ราคาวิ่งสวนเทรนด์หลักในระยะสั้นๆ แล้วกลับตัววิ่งตามเทรนด์หลักอีกครั้ง ตรงบริเวณที่ราคากลับตัวของสถานะ Pullback ให้เห็นนี่แหละคือบริเวณที่เราจะเข้าเทรด ขั้นตอนทั้งหมดมีดังนี้
📌 นี่คือระบบเทรดสั้นที่เน้นคุณภาพของออเดอร์ ไม่ได้เน้นจำนวนออเดอร์ ดังนั้น TP แรก RR ต้องไม่เกิน 1:2 การเข้าเทรดสามารถเข้าเทรดได้โดยรอราคาไปถึงโซนเป้าหมายก่อนแล้วรอสัญญาณยืนยันความชัดเจนแบบนี้ไม่เน้นเทรดบ่อยแต่เน้นความชัวร์ หรือ ใช้วิธีไล่เข้าเทรดเมื่อสิ้นสุดการ Pullback แต่ละรอบ แต่ต้องเก็บกำไรสั้นมากๆ RR อาจจะ 1:1 หรือ มากกว่าเล็กน้อย เพราะมันเป็นการ Pullback รอบเล็ก แบบนี้อาจเกิดความเสี่ยงสูงถ้าไม่มีประสบการณ์การเทรดด้วยวิธีนี้มาก่อน
1. เปิดกราฟที่ H1 ใช้ปุ่ม MA เลือกการแสดงเส้นค่าเฉลี่ยแบบ Channel จะมองเห็นเทรนด์หลักของ H1 ได้ชัดเจน ให้เรายึดทิศทางของเทรนด์หลักนี้เป็นทิศทางในการเข้าเทรด ในภาพล่างนี้เทรดปัจจุบันคือขาลง เราจะโฟกัสการเทรดฝั่ง Sell เท่านั้น
เส้นค่าเฉลี่ยทั้งหมดประกอบด้วย EMA21(Close) ,EMA55(Close) ,EMA200(Close) ,EMA200(High) ,EMA200(Low)
2. เปิดกราฟที่ H1 ใช้ปุ่ม FB หรือ ใช้การตีเส้น Fibonacci ด้วยมือ เพื่อหาจุดกลับตัวของ Pullback ที่ H1 โดยเฉพาะบริเวณ 50% ,61.8% ,78.6% 88.6% จะมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัว แนะนำให้ทำการลากเส้น Fibonacci ด้วยมือไว้ เพราะจะได้แสดงตลอดเมื่อย่อไทม์เฟรม หากเปิดใช้ปุ่ม FB อยู่ให้ปิดการทำงานของปุ่ม FB ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตีเส้น Fibonacci ใหม่เมื่อเปลี่ยนไทม์เฟรมทำให้เกิดความสับสนได้
3. เปิดกราฟที่ H1 ใช้ปุ่ม FVG หาโซนที่เกิดนัยยะสำคัญ ซึ่งมักจะเกิด FVG ในโซนระหว่าง 50% - 88.6% (หรือใช้วิธีมองหาแท่งเทียนยาวๆมองหาช่องว่างตรงบริเวณส่วนกลางของแท่งยาวๆ ที่ปลายไส้ของแท่งหัวท้ายของแท่งยาวๆมีระยะห่างกัน)
4. เปิดกราฟที่ H1 ตีเส้นแนวนอนไว้ที่ช่อง FVG นี้ ก็จะได้เส้นแนวนอนจำนวน 2 เส้น จากนั้นปิดการแสดง FVG เพราะเราได้เส้นแนวนอนที่กำกับในช่อง FVG แล้ว และเพื่อไม่ให้สับสนของการแสดง FVG ในไทม์เฟรมเล็ก
5. เปิดกราฟที่ M15 จะเห็นเส้น Fibonacci ที่เราตีไว้ที่ H1 และ เห็นเส้นแนวนอน 2 เส้นที่เราตีไว้ที่ H1 มองหานัยยัสำคัญที่ M15 ตามภาพล่างจะเห็น FVG ที่แคบลง ให้ทำการเลื่อนเส้นแนวนอนลงมา (เส้นสีเทาคือเส้นที่เป็นเส้นแนวนอนบนของ FVG ใน H1 มาก่อน)
📌 จุดสังเกตุสำคัญอย่างหนึ่งตามภาพล่างนี้ ราคาปัจจุบันอยู่ในสถานะ Pullback คือวิ่งขึ้นสวนเทรนด์ปัจจบันคือขาลง และ ปกติระดับ 38.2% ของ Fibonacci คือระดับสำคัญ ถ้าเทรนด์หลักแข็งแรงราคาจะไม่สามารถทะลุ 38.2% ได้ และ มักจะกลับตัวบริเวณ 38.2%
แต่ถ้าเทรนด์หลักไม่มีแรงมากพอราคาก็จะทะลุ 38.2% ได้ เป้าหมายแรกคือ 50% และ 61.8% และ หากตลาดยังมีสภาพคล่องไม่มากพอก็อาจจะทะลุไปถึง 78.6% หรือ 88.6% เพื่อสร้างสภาพคล่อง ในกรณีตามภาพล่างนี้ ระดับราคาที่เหนือ 50% ขึ้นไปคือ Premium Zone ตามหลัก SMC
คือโซนที่ได้ต้นทุนราคาดีสำหรับการ Sell
ลองไล่หานัยยะสำคัญตั้งแต่ M1 ,M5 ,M15 จะพบนัยยะสำคัญ FVG ที่ M15 เท่านั้นที่ยังไม่ได้ปิด ดังนั้นจึงพอจะมีเหตุผลเชื่อได้ว่าราคามีโอกาสขึ้นไปปิด FVG นี้ และ หากราคาจะขึ้นไปถึง FVG ได้ โดยธรรมชาติของตลาดราคาจะวิ่งในกรอบแนวรับ-แนวต้านทีละกรอบ เพื่อสะสมสภาพคล่องทีละกรอบให้ผลักดันราคาค่อยๆขึ้นไปทีละกรอบ
สังเกตุจากโซนสีน้ำเงินที่วาดไว้นั้นจะมองเห็นโซนแนวนับ-แนวต้าน เป็นชั้นๆ และ จะเห็นพฤติกรรมของราคาที่วิ่งเป็น Sieways ในแต่ละกรอบ เช่นจาก 23.6% ไป 38.2% และ 38.2% ไป 50% และ จาก 50% ไป 61.8% ไล่เป็นชั้นๆ
จากภาพล่างทดลองใช้ปุ่ม TDZ ซึ่งสร้างจากการคำนวณโมเมนตัมของ MACD ปรากฎว่าโซนถูกสร้างตรงกับที่วาดโซนเองจากปลายไส้สำคัญๆ เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราได้วิเคราะห์ตามขั้นตอนที่ผ่านมามีความเป็นไปได้ ไม่ได้วิเคราะห์แบบไร้เหตุผลรองรับ
📌 หากมองผิวเผินจะดูเหมือนว่าการที่ราคาจะวิ่งจากปัจจุบันขึ้นไปหา FVG นั้นค่อนข้างห่างมาก หลายท่านอาจจะมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่หากมองตามหลักการ SMC จะพบว่าการที่ราคาร่วงลงมาจาก FVG นั้นใช้เวลาเพียง 11 แท่งของ M15 หรือ สองชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น จากนั้นราคาก็วิ่งเป็น Sideways ยาวต่อเนื่องถึง
160 แท่ง หรือ 40 ชั่วโมง หรือ วันกว่าๆ การที่ราคาวิ่งเป็น Sideways ยาวๆนั้นบ่งบอกว่าตลาดไม่มีแรง หรือ ไม่มีสภาพคล่อง ไม่สามารถลงไปต่อได้ทันที เพราะแรงขายไม่มากพอ หากราคาจะพุ่งไปได้ไกลๆแรงๆก็ต้องสะสมสภาพคล่องก่อน
6. รอให้ราคาไปถึงโซนสำคัญที่เราตีเส้นแนวนอนรอไว้ ค่อยย่อไทม์เฟรมไปที่ M5 หรือ M1 แล้วดูสัญญาณการกลับตัวที่โซนราคาสำคัญที่ชัดเจนก่อน เช่น เห็นการสิ้นสุด Pullback จากรูปแบบแท่งเทียน และ เส้นค่าเฉลี่ย และ โมเมนตัมของ MACD ยืนยันชัดเจน
7. ที่ M5 หรือ M1 ให้ใช้ปุ่ม MA แสดงเส้นค่าเฉลี่ยแบบ Channel ให้รอการเกิด Pullback ในไทม์เฟรมเล็ก (ราคาดันตัววิ่งขึ้นสวนเทรนด์หลักคือขาลง) และ สัญญาณ MACD ตัดเส้น 0.0 ลง นี่คือสัญญาณเข้า Sell และ สำคัญ TP แรกต้องใช้ RR ไม่เกิน 1:2
📌 หากราคาขึ้นไปถึง 61.8% จุดควรระวังคือราคาอาจจะกระชากแทงไส้ขึ้นไปถึง 78.6% เพื่อปิด FVG ที่เหลืออยู่
ภาพล่างนี้คือ M5 จะเห็นระดับ Fibonacci และ เส้นแนวนอน ที่สร้างไว้ใน H1 ชัดเจน
ตอนที่สอง รอกราฟอัพเดทก่อน อาจใช้เวลานาน หรือไม่ราคาอาจจะไม่ขึ้นไปต่ออาจจะทะลุลงไปเลยก็เป็นไปได้ เพราะเราไม่รู้ว่าผู้เล่นรายใหญ่มีออเดอร์ฝั่งไหนในมือและมีมากหรือน้อยแค่ไหน มีทางเดียวคือรอให้ตลาดแสดงความชัดเจนก่อน
หลังจากรอ 6 ชั่วโมงต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ สหรัฐฯโจมตีแหล่งนิวเคลียร์ในอิหร่าน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั่วโลก นักลงทุนรีบลดการถือสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง กลายเป็นแรงขายบิตคอยน์อย่างรวดเร็ว ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็ปรับตัวลงเช่นกัน สะท้อนภาพ "risk-off" ชัดเจน Risk-off คือสถานการณ์ในตลาดการเงินที่นักลงทุน "หลีกเลี่ยงความเสี่ยง" โดยรีบถอนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง (เช่น หุ้น, คริปโต, สินทรัพย์เก็งกำไร) แล้วเปลี่ยนไปถือ สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ เป็นต้น
ภาพล่างนี้ราคาทองคำในช่วงเวลาเดียวกันก็พุ่งขึ้นอย่างแรง
เมื่อสถานการณ์สงครามส่งผลให้กราฟเปลี่ยนไป เราก็ทำการวางแผนการเทรดใหม่ โดยการตีเส้น Fibonacci ใหม่ และ มองหาโซนที่มีนัยยะสำคัญ ซึ่งก็เจอ FVG เดิม และ FVG ใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นล่าสุด หากมองหาจุดเริ่มต้นของ FVG ก็จะเจอ Bearish Order Block หรือ Supply Zone ให้เห็น
ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้เล่นรายใหญ่มักจะวางออเดอร์รอเอาไว้ (Limit order)
ภาพล่างนี้เป็นการแนะนำวิธีวิเคราะห์กราฟระหว่างรอโอกาสของการเข้าเทรด จากภาพเป็นกราฟ M5 ราคาดูเหมือนจะสิ้นสุดการ Pullback แต่หากดูที่เส้นค่าเฉลี่ยจะเห็นว่า EMA21 ได้วิ่งตัด EMA55 ขึ้นไป และวิ่งตัด EMA200 ขึ้นไปเป็นการบ่งบอกว่าแรงขาขึ้นยังคงแข็งแรงอยู่
แม้ว่าสัญญาณ MACD ดูเหมือนจะปรับอ่อนแรงลงเล็กน้อย (เส้น MACD Signal ไม่น่าจะวิ่งตัด 0.0 ลงมาได้ด้วยซ้ำ) สถานการณ์เช่นนี้คาดว่าราคาจะย่อตัวลงมาเพียงเล็กน้อย และ จะดีดตัวขึ้นไปต่อในโซน FVG ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์หน้างานอีกครั้งเมื่อราคาขึ้นไปถึง FVG zone
ภาพล่างนี้อัพเดทอีก 5 ชั่วโมงต่อมา มองที่ไทม์เฟรม M5 ราคาได้เข้ามาใน FVG zone ล่าสุดแล้ว หากดูที่ MACD จะเห็นว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังแรงต่อเนื่อง ยังไม่แสดงการสิ้นสุดของสถานนะ Pullback ก็รอต่อไป การรอคอยคือเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเทรดเชิงคุณภาพ
📌 หากสังเกตุดีๆจะพบว่าทุกครั้งที่ราคาวิ่งเข้าไปในกรอบ EMA200(สีขาว) ราคามักจะพักตัวและมักจะเป็นโซนที่เกิดนัยยะตามมา ซึ่งในเวลาต่อมาราคามักจะย้อนกลับมาที่โซนนี้ให้เห็นบ่อยๆ ตรง Supply zone ก็เช่นกันราคาได้พักตัวในกรอบ EMA200 จุดที่ต้องจับตามองก็คือที่ Fibonacci 61.8% ที่ราคาอาจจะมีโอกาสกลับตัวที่โซนนี้
และ มีโอกาสจะมีการสร้างสภาพคล่องที่บริเวณนี้เช่นกัน ดังนั้นอย่าพึ่งรีบร้อนเข้าออเดอร์ที่บริเวณนี้ ต้องรอความชัดเจนให้รอบคอบ
ภาพล่างอัพเดทสถานะของกราฟที่ H1 ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้นเพื่อให้ได้เห็นโซนเป้าหมายได้ชัดเจนมากกว่าไทม์เฟรมเล็ก โซนสำคัญที่ต้องจับตามองคือ Supply zone หรือ Bearish Order Block และ วงกลมสีเหลืองที่อาจมีการสร้างสภาพคล่องจากผู้เล่นรายใหญ่ ถ้ามองตามหลักการของกราฟเทคนิค
จะพบว่าราคาปัจจุบันยังต่ำกว่า Fibonacci 50% และ จากสถานการณ์ที่กราฟวิ่งเป็น Sideways มานาน แล้วอยู่ๆราคาร่วงจากวิกฤติสงคราม แรงที่ร่วงลงมานั้นมันเป็นแรงที่เกิดจากหลายภาคส่วนที่วิตกและเทขายออกมาพร้อมกัน
หากมองตามหลักการของ SMC การที่จะ Sell ได้กำไรดีราคาควรจะต้องขึ้นไป Sell เหนือ Fibonacci 50% ขึ้นไปซึ่งเป็น Premium zone สำหรับการ Sell
ภาพล่างนี้ที่ H1 ราคาได้ขึ้นมาใกล้โซนเป้าหมายแล้ว ราคาตอนนี้เข้ามาในกรอบของ EMA200 อาจจะมีการพักตัวในกรอบนี้ก่อนแล้วค่อยดันตัวขึ้นไปยังโซนเป้าหมาย ดูโมเมนตัมที่ MACD ยังเป็นขาขึ้นที่แข็งแรงอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่รอไปก่อน
ภาพล่างนี้ที่ H1 เวลาผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียว ราคาได้ขึ้นมาโซนเป้าหมายแล้ว ไล่ดูในไทม์เฟรมเล็กๆแล้ว ยังไม่เจอสัญญาณสิ้นสุดการ Pullback และโมเมนตัมที่ MACD ยังเป็นขาขึ้นที่แข็งแรงอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่รอไปก่อน
สัญญาณสิ้นสุดการ Pullback รอบแรกปรากฎที่ M1 โดยเกิด Engulfing Pattern จากนั้นรอให้สัญญาณโมเมนตัมของ MACD ทำการตัดลง เพื่อยืนยันแรงขาลงระยะสั้น จะเห็นได้ว่าทันทีที่เข้าออเดรอ์ Sell ราคาจะวิ่งลงทันที หากเก็บกำไรสั้นๆก็ถือว่าไม้นี้ชนะ
📌📌📌 โดยสรุปก็คือ (1) รอราคาเข้ามาสู่โซนเป้าหมาย (2) รอการจบการ Pullbacl ในโซนเป้าหมาย (3) รอการเกิดสัญญาณการกลับตัว เช่น Price action หรือ สัญญาณอื่นๆ ที่ M15 ก่อน จากนั้นก็ค่อยย่อ TF ให้เล็กลงไปที่ M5 หรือ M1 (4) รอสัญญาณโมเมนตัมยืนยันทิศทาง
สัญญาณสิ้นสุดการ Pullback รอบที่สองปรากฎที่ M1 โดยเกิด Engulfing Pattern จากนั้นรอให้สัญญาณโมเมนตัมของ MACD ทำการตัดลง เพื่อยืนยันแรงขาลงระยะสั้น จะเห็นได้ว่าทันทีที่เข้าออเดรอ์ Sell ราคาจะวิ่งลงทันที หากเก็บกำไรสั้นๆก็ถือว่าไม้นี้ชนะ
*** ถือว่าภารกิจการเทรดครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ท่านสามารถนำเอาหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดตามบุคลิกและจริตของท่านได้ เนื่องจากผู้เขียนเองชอบการวางแผน และ วิเคราะห์ก่อนการเข้าเทรด และ รอคอยโอกาสได้ จึงได้นำเสนอเนื้อหาในสไตล์ค่อยๆติดตามราคาไปจนกว่าโอกาสจะมาถึง เป็นวิธีการเทรดแบบฉบับที่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำกันคือเน้นความชัวร์ ไม่เน้นความสะใจ ***
👏 หากเข้ามาดูที่ภาพนี้โดยไม่ได้ไล่ดูที่มาของออเดอร์นี้ อย่าถามนะว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างในการเทรด
📌 การเทรดที่ดีต้องวิเคราะห์คาดการณ์ทิศทางล่วงหน้า และ วิเคราะห์ตามสถานการณ์หน้างานควบคู่กันไปด้วย หากทิศทางไปตามการวิเคราะห์ล่วงหน้า ก็ถือว่ามีเหตุผลรองรับการเข้าเทรดเบื้องต้นแล้ว จากนั้นก็รอสัญญาณยืนยันความชัดเจนของสถานการณ์หน้างาน เช่น ตำแหน่งของแท่งเทียนกับ โซนราคาสำคัญ และ การยืนยันจากสัญญาณเส้นค่าเฉลี่ย และ ทิศทางของโมเมนตัมจาก MACD (Zone+Trend+Pullback+Momentum)
ทุกอย่างต้องยืนยันความชัดเจนจึงต้ดสินใจเข้าเทรด การเข้าเทรดช้าไม่ด่วนตัดสินใจ ไม่ใช่การพลาดโอกาส เพราะโอกาสไม่เคยหมดไปจากตลาด แต่มันคือการคัดกรองคุณภาพของออเดอร์ต่างหาก
⚠ การใช้เครื่องมือเทรดที่ดีนั้นจำเป็นต้องมีระบบการเทรดหลักนำร่องก่อน ไม่ใช่การคลิกปุ่มต่างๆมาแสดงเพื่อเข้าออเดอร์โดยไม่มีระบบนำร่องแบบนี้โอกาสพลาดสูงมาก การมีระบบนำร่องจะช่วยให้เราสามารถเลือกใช้งานเครื่องมือที่เหมาะสมมาช่วยระบบนำร่องของเราได้อย่างมีปรัสิทธิภาพสูงสุด
จากทั้งหมดทุกข้อที่ได้แนะนำมานั้นมันคือระบบนำร่องที่ดีมากที่สุดตัวหนึ่ง ที่อ้างอิง Trend+Pullback+Momentum ครบถ้วนตามหลักการเทรด หากเรามีระบบนำร่องแบบนี้แล้ว เราก็สามารถจะใช้ปุ่มอื่นๆมาช่วยยืนยันทิศทางได้อย่างแม่นยำ เช่นใช้ปุ่ม TDZ หรือ ปุ่ม OB หรือ ปุ่ม LQ มาช่วยยืนยันโซนการกลับตัวของ Pullback ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
ปฏิวัติการเทรดของคุณเพียงแค่ไม่คิดแบบคนส่วนใหญ่
หยุดเป็นเหยื่อของตลาด ใช้ SMC PRO เพื่อครองเกมการเทรดด้วยความมั่นใจและแม่นยำ!
ข้อควรทราบ: ข้อความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ ด้านการใช้เครื่องมือวิเคราะห์กราฟจากข้อมูลซื้อขายในอดีตเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อชักชวนหรือแนะนำการลงทุนใด ๆ เนื้อหาในโพสต์นี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน ผู้จัดทำไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุน การลงทุนและการเทรดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ และวางแผนการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตนเอง