คู่มือการใช้งาน SMC PRO

เรียนรู้พื้นฐานและเทคนิคการเทรดด้วย Smart Money Concept (SMC)
ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จโดยไม่ชอบการอ่าน

👍ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง งง! ไปหมด คลิกที่นี่

MT4 SMC PRO | MT5 SMC PRO-II
สอบถามเพิ่มเติม! เทคนิคการเทรดแบบ Sniper Zone ปรับวิธีคิดเพื่อทำกำไร

เทคนิค SMC ดีอย่างไร

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคตามแนวคิด Smart Money Concept (SMC) เท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อชักชวน แนะนำ หรือเสนอให้ลงทุนหรือซื้อขายสินทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น


SMC (Smart Money Concept) คือแนวคิดการเทรดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของ "Smart Money" หรือนักลงทุนรายใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาด โดยพวกเขามักสร้างความผันผวนเพื่อกิน SL (Stop Loss) ของรายย่อยก่อนจะดันราคาไปทิศทางที่ต้องการ การเข้าใจ SMC จะช่วยให้เราเลี่ยงการเป็นเหยื่อ และสามารถเทรดทำกำไรไปพร้อมกับ Smart Money ได้ เทคนิคการเทรดในบทนี้สามารถนำไปใช้เทรดได้กับทุกๆแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น MT4 ,MT5 ,cTrader ,NinjaTrader ,TradingView


🔥 SMC คือเทคนิคการเทรดที่สื่อสารโดยตรงกับตลาด เป็นเทคนิคที่แม่นยำมากที่สุด เป็นเทคนิคที่ไม่มีสัญญาณหลอกใดๆ นอกจากเราหลอกตัวเอง เป็นเทคนิคที่สร้างความได้เปรียบในการทำกำไร เพราะเป็นการเทรดตามเจ้าของตลาดโดยตรง "เทคนิค SMC คือกลยุทธ์การตั้งรับล่วงหน้าอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่กลยุทธ์เชิงรุกที่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอ"

🔥 SMC คือการเทรดด้วยการอ่านความคิดของคนส่วนใหญ่ในตลาด ทิศทางของตลาดถูกกำกับโดยผู้เล่นรายใหญ่ และผู้เล่นรายใหญ่จะอ่านความคิดของคนส่วนใหญ่ในตลาดว่าคิดจะเข้าออเดอร์ตรงไหน ผู้เล่นรายใหญ่ก็จะเข้าไปลากราคากิน SL ของออเดอร์บริเวณนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณยังจะคิดแบบคนส่วนใหญ่อยู่เหรอ ถ้าไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อของผู้เล่นรายใหญ่ และ ต้องการทำกำไรตามผู้เล่นรายใหญ่ ก็รีบเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เดี๋ยวนี้เลย

🔥 เพื่อให้การใช้งาน ระบบเทรด SMC PRO มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาพื้นฐานของเทคนิคการเทรดด้วย SMC ก่อน หากไม่สนใจพื้นฐานแต่อยากได้คลิปสอนวิธีเข้าออเดอร์ด้วย SMC ถึงจะดูเป็นร้อยๆคลิปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี จึงได้จัดทำคู่มือนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นให้ท่านสามารถนำเอาเทคนิคที่นำเสนอนี้ไปใช้เทรดได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเทรดก็ได้เช่นกัน


🔥 สิ่งแรกที่จะต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนก็คือ "SMC ช่วยอะไรในการเทรด" หากไม่อยากตกเป็นเหยื่อของผู้เล่นรายใหญ่ ต้องหาคำตอบให้ได้.

Order Flow กลไกของตลาดหัวใจสำคัญของ SMC

🔥 เนื้อหาบทนี้สามารถข้ามไปได้ ถ้าคิดว่าเข้าใจยาก

Order Flow คือกลไกการไหลของคำสั่งซื้อขายในตลาด ที่ช่วยรักษาสมดุลระหว่างฝั่ง Buy และ Sell เปรียบเสมือนการเดิมพัน ที่ถ้าฝั่ง Buy เปิด 500 Lot ก็ต้องมีฝั่ง Sell รับ 500 Lot เท่ากัน ออเดอร์ฝั่งหนึ่งหายไปจากการ SL/TP/Close ก็จะเกิดออเดอร์ฝั่งตรงกันข้ามขึ้นมาทดแทน เพื่อให้ตลาดเกิดสภาพสมดุล และ เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น การสมดุลของแรงซื้อและแรงขายจึงเป็นหัวใจสำคัญของตลาดเทรด.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นักเทรดรายย่อยส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์ โบรกก็ส่งต่อไปยังธนาคารหรือผู้ให้สภาพคล่องที่โบรกคุยงานกันอยู่ พวกธนาคารกับสถาบันใหญ่เหล่านี้จะมีระบบจับคู่คำสั่งซื้อขายระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งกระจายอยู่หลายจุดทั่วโลก คำสั่งซื้อขายจะถูกจับคู่กันในระบบระหว่างสถาบันการเงินเหล่านี้ ทำให้เกิดการซื้อขายขึ้นจริง และราคาก็ขยับไปตามความต้องการซื้อขายที่เกิดขึ้นในระบบนั้นเอง หรือ จะเรียกได้ว่าเป็นการเทรดระหว่างสถาบันการเงินก็ไม่ผิด.

จากขั้นตอนซื้อขายที่ต้องส่งผ่านเป็นทอดๆไปสุดที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ จึงเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมผู้เล่นรายใหญ่จึงรู้ว่าตอนนี้มีปริมาณออเดอร์ Buy หรือ Sell อยู่บริเวณนั้นเท่าไหร่ ต้องการเพิ่มอีกเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทำการสร้างสภาพคล่องได้ตามจำนวนที่ต้องการ.

การเข้าใจ Order Flow ทำให้เรามองเห็นเหตุผลของการทำ Liquidity Sweep คือการกวาด SL เพื่อสร้างสภาพคล่องในตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ซึ่งช่วยให้เราคาดการณ์ ทิศทางราคาล่วงหน้า ได้อย่างแม่นยำ เพราะเข้าใจแรงซื้อขายและการจัดการสภาพคล่องจริงในตลาด.

Market order คือออเดอร์ที่เปิดจริงไม่ใช่ Pending Order ถ้าเราเปิดออเดอร์เอง Market order ก็จะเป็นออเดอร์ของเรา แต่หากออเดอร์ของเรา SL หรือ TP ก็จะเกิด Market order ฝั่งตรงกันข้ามที่โอนไปเป็นของคนอื่นที่จะถูกจับคู่ต่อไป.

🔥 สำหรับเรื่องของ Order Flow นี้เป็นเรื่องที่อาจเข้าใจยาก แต่หากเข้าใจได้ก็ถือว่าดีจะทำให้อ่านเกมของผู้เล่นรายใหญ่ได้แม่นยำมากขึ้น แต่หากไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรสามารถข้ามไปได้.

[รูปภาพของ กลไกของตลาดหัวใจสำคัญของ SMC] [รูปภาพของ กลไกของตลาดหัวใจสำคัญของ SMC]

แนวรับ-แนวต้าน หัวใจของการทำกำไร

แนวรับ (Support) แนวต้าน (Resistance) ถือว่าเป็นเครื่องมือหลักของงานเทรดและเกิดขึ้นมานับร้อยปี แนวรับ-แนวต้าน เป็นเครื่องมือที่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับจิตวิทยาการเทรดได้เป็นอย่างดี ผู้เล่นรายใหญ่ก็อาศัยแนวรับ-แนวต้านนี่แหละเป็นตัวสร้างสภาพคล่องโดยการหลอกกอน SL ของรายย่อย. แนวรับ-แนวต้านถือว่าเป็นเครื่องมือที่สุดคลาสสิกมากที่สุดในวงการเทรด เส้นค่าเฉลี่ยก็คือแนวรับ-แนวต้านที่โค้งงอไปตามราคาได้ เส้นเทรนด์ไลน์ก็คือแนวรับ-แนวต้านแบบเฉียง แม้แต่ Fibonacci ก็มองเป็นแนวรับ-แนวต้านได้เช่นกัน.

ในสมัยก่อนแนวรับ-แนวต้านจะมองกันเป็นเส้นเดียว หรือ มองเป็นระดับราคาใดราคาหนึ่ง หรือ มองเป็นแบบโซนราคาระหว่างราคาหนึ่งถึงราคาหนึ่ง โดยมีหลักการมองว่า หากราคาเข้าไปทดสอบที่โซนราคานั้นหลายๆครั้งแล้วไม่ผ่านถือว่าโซนราคานั้นแข็งแรงมาก ซึ่งวิธีนี้เป็นการมองโซนราคาในภาพรวมกว้างเป็นหลัก. ต่อมาก็มีการคิดค้นการมองโซนราคาที่มีนัยยะสำคัญซ้อนเร้นอยู่เป็นการมองโซนราคาในระยะใกล้ โดยมีวิธีคิดที่แตกต่างออกไปว่า หากราคาเข้ามาทดสอบครั้งแรกแล้วราคาดีดออดจากโซนไปได้ไกลกว่าครั้งที่สองหรือสาม หากราคาเข้ามาทดสอบหลายๆครั้ง โซนราคานั้นก็จะยิ่งอ่อนแอ สุดท้ายก็ทะลุไปได้. โซนราคาพวกหลังนี้ได้แก่ Demand Supply หรือ Order Block ซึ่งเป็นการมองโซนราคาในระยะแคบ.

การมองพฤติกรรมของราคากับแนวรับ-แนวต้านจะเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบคือ
1. การกลับตัวของราคา (Reversal)
2. การทะลุไปต่อของราคา (Breakout)

ซึ่งทั้งสองรูปแบบมันก็คือการบ่งบอกว่าเมื่อราคาไปทดสอบที่แนวรับ-แนวต้าน จะต้องเกิดปฎิกริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นจุดหรือโซนที่เทรดเดอร์จำนวนมากใช้เป็นบริเวณที่จะเข้าเทรด ก็ถือได้ว่าเป็นการเทรดตามระบบอีกแบบหนึ่ง อย่างน้อยๆคือไม่ได้เทรดมั่วๆแบบไม่มีหลักยึด.

โครงสร้างราคา

โครงสร้างราคา (Market Structure) โครงสร้างราคาเป็นตัวหลักสำคัญที่สามารถอธิบายให้เห็นภาพพฤติกรรมของราคาได้เป็นอย่างดี จะทำให้เรารู้ว่าจะเข้าเทรด Buy หรือ Sell ที่บริเวณไหนที่มีโอกาสจะสามารถทำกำไรได้สูง โอกาสขาดทุนน้อย โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า โครงสร้างราคาตามทฤษฎีดาว (Dow Theory) เทรดเดอร์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการเทรดจะปฎิเสธที่จะไม่ศึกษาเรื่องโครงสร้างราคาไม่ได้เลย. หากปฎิเสธโครงสร้างราคาก็ไม่ต่างกับการหลับตาขับรถซึ่งมีความเสี่ยงที่สูงมาก.

[รูปภาพของ โครงสร้างราคาขาขึ้น] [รูปภาพของ โครงสร้างราคาขาลง] [รูปภาพของ โครงสร้างราคา Trend Pullback]

BoS และ CHoCH

โครงสร้างราคา BoS (Break of Structure) และ CHoCH(Change of Character) ราคาตลาดเคลื่อนไหวตามแรงซื้อหรือขายหลักหรือแนวโน้มหรือเทรนด์หลักในตลาดได้ไกล แต่ก็จะมีแรงวิ่งสวนทางแนวโน้มหลักเป็นช่วงๆ (Pullback) แต่วิ่งได้ไม่ไกลมาก การที่ราคาวิ่งสวนเทรนด์หลักเพราะเทรดเดอร์เก็บกำไรระยะสั้น และเรื่องของต้นทุนออเดอร์ในขณะที่ราคาวิ่ง และ ผู้เล่นรายใหญ่ทำการเก็บสภาพคล่องในจุดสำคัญๆ ทำให้ราคาไม่วิ่งตรง แต่เคลื่อนไหวเป็นรอบๆ คือวิ่งตามเทรนด์แล้วก็วิ่งสวนเทรนด์ เพื่อรักษาสมดุลในตลาด รูปแบบของการเคลื่อนที่ของราคาสามารถอธิบายได้ด้วย BoS และ CHoCH.

[รูปภาพของ BoS และ CHoCH ขาขึ้น] [รูปภาพของ BoS และ CHoCH ขาลง]

CHoCH หรือ Change Of Character คือการเปลี่ยนทิศทางของโครงสร้างขณะนั้น ก็คือการกลับตัวของโครงสร้างขณะนั้นนั้นเอง CHoCH เกิดได้ในทุกๆเทรนด์หลัก และ ทุกเทรนด์ย่อยที่วิ่งสวนทางเทรนด์หลัก CHoCH ก็จะเป็นตัวบอกว่าโครงสร้างของเทรนด์ขณะนั้นได้กลับทิศทางแล้ว. สมมุติเป็นเทรนด์ขาขึ้นราคาได้วิ่งขึ้นไป และ ได้เกิดการวิ่งสวนทางลงมา (Pullback) หากเราต้องการรู้ว่าราคาจะกลับตัวคืนทิศทางเดิม หรือ การจบการ Pullback เมื่อไหร่ โดยการดูว่าราคาขณะนั้นได้เกิด CHoCH ขึ้นหรือยัง เพื่อเป็นการยืนยันการกลับไปยังทิศทางเดิมคือขาขึ้น.

[รูปภาพของ CHoCH Pullback]

✨ ในคู่มือการเทรด SMC ครั้งนี้เราจะเน้นมองหา สถานการณ์เมื่อราคากำลังเกิดการ Pullback คือราคาวิ่งสวนเทรนด์หลัก เราจะเน้นหา CHoCH ที่ทำลายโครงสร้างของ Pullback ที่ราคาวิ่งสวนเทรนด์นี้ ซึ่งส่งผลให้ราคาวิ่งกลับไปยังทิศทางตามเทรนด์หลักเหมือนเดิม ตรงจุดนี้แหละที่เราจะเข้าเทรดตามเทรนด์หลัก.

[รูปภาพของ Pullback Buy Sell] [รูปภาพของ ตัวอย่าง BoS และ CHoCH]

Market Structure Shift หรือ MSS มักจะพบเห็นตามคลิปสอนการเทรด SMC จริงๆแล้วมันก็คือรูปแบบการเปลี่ยนเทรนด์นั้นแหละครับ เช่น จากขาขึ้นเป็นขาลง หรือจากขาลงเป็นขาขึ้น ซึ่งมักแสดงออกผ่านสัญญาณ CHoCH (Change of Character) ที่บ่งชี้ว่าพฤติกรรมราคากำลังเปลี่ยนไป. ในส่วนนี้ยกมาให้เห็นเฉยๆว่า มันไม่ได้มีอะไรพิเศษเป็นแค่ชื่อเรียกเฉพาะบางกลุ่ม บางสำนักแค่นั้น บริบทของมันก็คือการเปลี่ยนเทรนด์นั้นเอง.

[รูปภาพของ Market Structure Shift]

ความสัมพันธ์ระหว่าง BoS กับ โซนราคา

การที่ราคาสามารถวิ่งทะลุ BoS ได้นั้นมันต้องมีแรงหรือพลังค่อนข้างมากผลักดันราคาให้สามารถวิ่งได้แรงๆจนทะลุ BoS ได้ และ แรงที่มีพลังเหล่านี้ก็คือโซนราคาสำคัญนั้นเอง เช่น Demand zone หรือ Supply zone อีกอย่างในบทความคู่มือนี้จะเรียกโซนสำคัญว่า Demand zone หรือ Supply Zone แทนที่จะเรียก Bullish Order Block หรือ Bearish Order Block ซึ่งอาจจะดูไม่คุ้นเคยเท่าไหร่.

จริงๆแล้วทั้ง Demand & Supply หรือ Order Block มันก็คือโซนราคาที่ทำหน้าที่เป็นโซนแนวรับ และ โซนแนวต้าน เหมือนกัน ต่างกันที่ Order Block จะโฟกัสมองให้โซนแคบลงเท่านั้น. โดย Demand & Supply จะมองโซนเป็นกลุ่มแท่งเทียนพักตัวสะสมกำลัง ส่วน Order Block จะมองโซนเป็นแท่งเพียง 1-2 แท่งเท่านั้น ทำให้ได้โซนที่แคบลง.

รูปแบบของ Pattern หรือ โซนราคา ของตลาดไม่ควรมองแบบกฎตายตัว เพราะตลาดมันไม่เคยทำอะไรเป็นกฎตายตัวตลอด มันเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายรูปแบบ ต้องมองแบบยืดหยุ่นเพราะคนที่กำกับตลาดคือรายใหญ่ที่มักจะทำอะไรแหกกฎบ่อยๆ
[รูปภาพของ ตัวอย่าง BoS และ CHoCH กับโซนราคา] [รูปภาพของ ตัวอย่าง BoS และ CHoCH กับโซนราคาเพิ่มเติม]

กลไกการสร้างสภาพคล่อง

Liquidity Zone คือบริเวณที่มีคำสั่งสะสมจำนวนมาก เช่น SL หรือ Pending Orders ผู้เล่นรายใหญ่มักสร้างพฤติกรรมราคาให้สอดคล้องกับตำรา เพื่อดึงดูดคำสั่งจากรายย่อย แล้วใช้สภาพคล่องจากบริเวณนั้นในการผลักดันราคาไปตามทิศทางที่ต้องการ. ในภาพล่างนี้ ไม่ได้กล่าวถึง Market Order ที่เกิดขึ้นหลังการ SL ของออเดอร์ เพราะได้กล่าวไว้แล้วในหัวข้อ Order Flow ข้างต้น.

ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาวิ่งชน SL ของ Sell ก็จะเกิด Market Buy ขึ้นมาโดยกลไกตลาด เพื่อขึ้นไปจับคู่กับ Sell Limit ที่ Supply zone ข้างบน. ในขณะราคาชน SL ของ Sell ยังมีออเดอร์ Buy Stop ที่วางไว้บริเวณนั้นเปิดตามขึ้นมาด้วย ทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปเปิดออเดอร์ Sell Limit ที่ผู้เล่นรายใหญ่วางรออยู่ข้างบนได้โดยไม่ออกแรงมาก อาศัยแรงของการทำสภาพคล่องตามกลไกตลาดผลักราคาขึ้นไปสบายๆ.

[รูปภาพของ EQH EQL TLL]

Liquidity Zone ขาขึ้น

ในแต่ละช่วงของเทรนด์ก็จะมีการเข้ามาสร้างสภาพคล่องของผู้เล่นรายใหญ่ เพื่อทำกำไรเป็นรอบๆ รูปแบบตามภาพล่างนี้มักจะขึ้นขึ้นบ่อยๆในเทรนด์ขาขึ้น การสร้างรูปแบบกราฟหลอกเพื่อทำให้รายย่อยรีบเข้าออเดอร์ก่อนโซนสำคัญ ในภาพโซนสำคัญคือ Demand Zone ข้างล่าง. ผู้เล่นรายใหญ่ได้สร้างแนวรับหลอกไว้เหนือ Demand Zone เพื่อสร้างสภาพคล่องให้ราคาไหลลงไปหา Demand Zone โดยผู้เล่นรายใหญ่ได้แอบวาง Buy Limit รอไว้บริเวณ Demand Zone.

[รูปภาพของ Liquidity ขาขึ้น]

Liquidity Zone ขาลง

ในแต่ละช่วงของเทรนด์ก็จะมีการเข้ามาสร้างสภาพคล่องของผู้เล่นรายใหญ่ เพื่อทำกำไรเป็นรอบๆ รูปแบบตามภาพล่างนี้มักจะขึ้นขึ้นบ่อยๆในเทรนด์ขาลง การสร้างรูปแบบกราฟหลอกเพื่อทำให้รายย่อยรีบเข้าออเดอร์ก่อนโซนสำคัญ ในภาพโซนสำคัญคือ Supply Zone ข้างบน. ผู้เล่นรายใหญ่ได้สร้างแนวต้านหลอกไว้เหนือใต้ Supply Zone เพื่อสร้างสภาพคล่องให้ราคาไหลขึ้นไปหา Supply Zone โดยผู้เล่นรายใหญ่ได้แอบวาง Sell Limit รอไว้บริเวณ Supply Zone.

[รูปภาพของ Liquidity ขาลง]

ตัวอย่างการหารูปแบบการทำ Liquidity ของผู้เล่นรายใหญ่

จากที่ได้ศึกษารูปแบบของการทำสภาพคล่อง (Liquidity) มาแล้วคราวนี้มาลองดูตัวอย่างกราฟจริงกัน ว่าจะมีหน้าตา และ วิธีสังเกตุอย่างไร ในภาพเทรนด์หลักเป็นขาขึ้น เราจะหาจุดวางออเดอร์ Buy Limit ที่ M1 โดยเริ่มต้นจากการหาจุดสิ้นสุดเทรนด์ขาขึ้นย่อยใน M1 ก็คือจุดเริ่มต้นของการ Pullback ที่ M1 ให้หา Swing High ที่ M5 ก็จะได้จุดเริ่มต้นของการ Pullback ที่ M1 รอให้เกิดการสิ้นสุดการ Pullback ก็คือราคาย้อนกลับขึ้นไปทำ EQH แล้วราคากลับตัวลงมาตรงจุดสิ้นสุดการ Pullback นี่แหละคือบริเวณที่จะมีโอกาสเกิด EQL เราจะวาง Buy Limit รอไว้ใต้ EQL.

[รูปภาพของ ตัวอย่าง Liquidity Cycle M5-M1]

เมื่อเห็นจุด Swing High ที่ M5 แล้ว ให้ตีเส้นแแนวนอนรอไว้ก่อน จากนั้นให้ย่อไทม์เฟรมไปที่ M1 ย่อขนาดแท่งเทียนให้เล็กลงจนเห้นเส้นแนวนอนที่ตีไว้ที่ M5 ก็จะเห็นจุดเริ่มต้นการ Pullback ของ M1 จากนั้นก็แค่รอให้การ Pullback สิ้นสุดก่อน ก็จะพอตาดการณ์จุด EQL ได้แล้ว เราจะวางออเดอร์ Buy Limit ไว้ใต้บริเวณ EQL นี่แหละคือบริเวณที่จะมีโอกาสเกิดแต่เพื่อความชัวร์ก็ควรรอให้ราคาทำ EQL หรือ ไม่ทำก็ได้อาจจะเป็นรูปแบบอื่นๆเช่นสามเหลี่ยม หรือ Rising Wedge Pattern หรือ TLL sinv รูปแบบอะไรก็ได้ที่เป็นโซนแนวรับ ที่มองเห็นชัดเจนก่อน แล้วจึงวาง Buy Limit ไว้ใต้โซยแนวรับ.

[รูปภาพของ ตัวอย่าง Liquidity Cycle M5-M1 เพิ่มเติม] [รูปภาพของ Price Action]

เทคนิคการใช้เส้นค่าเฉลี่ย ร่วมกับการเทรด SMC
ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเข้าออเดอร์ตรงไหน หรือ ต้องการเข้าเทรดแบบ Scalping ตามเทรนด์ย่อย ก็ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 3 เส้นคือ
1. SMA200 ใช้เป็นตัวตรวจสอบเทรนด์ใหญ่
2. EMA 21 ใช้เป็นตัวตรวจสอบเทรนด์กลาง
3. EMA13 ใช้เป็นตัวยืนยันการวิ่งของเทรนด์
จากภาพจะเห็นจุดที่สามารถเข้าออเดอร์ได้ 3 จุด โดยจุดแรกนั้นเราได้เห็น Swing High ของ M5 แล้ว และมีการกลับตัวลงมาจนราคาต่ำกว่า SMA200.

จุดหมายเลข 1 นี้เป็นการเทรดแบบทั่วไปตามปกติของการใช้เส้นค่าเฉลี่ย.

จุดหมายเลข 2 เราได้เห็นการ Pullback และ ได้เห็น EQH แล้ว และราคาได้วิ่งตัด SMA200 ลงมา จุดนี้เป็นการเทรดแบบสองเทคนิคคือ เทรดแบบเห้นโครงสร้างตาม SMC บางส่วน และ เทรดแบบใช้เส้นค่าเฉลี่ยทั่วไป.

จุดหมายเลข3 เราได้เห็นโครงสร้างของการทำ Liquidity ครบวงจรแล้ว และ ใช้เส้นค่าเฉลี่ย และ เส้นแนวนอนที่เราลากจาก EQL คือ Key level ที่สำคัญ เป็นตัวยืนยันร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยในการเข้าออเดรอ์ Buy.

[รูปภาพของ Liquidity Cycle กับเส้นค่าเฉลี่ย]

ทำความเข้าใจกับการใช้งานไทม์เฟรม

ไทม์เฟรมเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเทรดเป็นอย่างมาก ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์หรือคาดการณ์ทิศทางของราคาในตลาดได้อย่างแม่นยำลดโอกาสการทเรดผิดทางลงไปได้มาก และ ยังช่วยให้ได้จุดเข้าออเดอร์ที่ราคาดี และ มีระยะ SL ที่แคบ แต่ปลอดภัย. ตัวอย่างที่จะหล่าวต่อไปนี้ จะยกตัวอย่างกราฟในอดีตมาเป็นตัวอย่างราคากราฟได้เฉลยแล้วทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ ✨แต่ในตอนท้ายบทยังมีตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟปัจจุบันที่เกิดขึ้น ณ.วันที่ทำบทความคู่มือนี้ เพื่อคาดการณ์ทิศทางราคาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต.

[รูปภาพของ Timeframe D1] [รูปภาพของ Timeframe H4] [รูปภาพของ Timeframe H1] [รูปภาพของ Timeframe M5]

จะเห็นได้ว่ายิ่งย่อไทม์เฟรมให้เล็กลงเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นการขึ้นลงของราคาได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น จากภาพล่างนี้ที่ M1 จะเห็นการขึ้นลงของราคาละเอียดมากทำให้เห็นการ Pullback ได้ชัดเจน ต้องไม่ลืมว่าการเทรดที่มีคุณภาพจะเทรดหลังจบ Pullback ใหม่ๆแล้วเท่านั้น เพื่อให้ได้จุดเข้าออเดอร์ที่ราคาดี และ ได้ SL ที่แคบแต่ปลอดภัย.

[รูปภาพของ Timeframe M1 ตัวอย่าง 1] [รูปภาพของ Timeframe M1 ตัวอย่าง 2] [รูปภาพของ Timeframe M1 ตัวอย่าง 3] [รูปภาพของ Timeframe M1 ตัวอย่าง 4]

การเทรดอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นที่ Trade Setup

การเทรดที่มีประสิทธิภาพต้องมี Trade Setup ที่ชัดเจน เพราะ Trade Setup เปรียบเสมือนกฎและเงื่อนไขในการเข้าเทรด ที่ช่วยให้เรายึดมั่นในแผนการเทรด ไม่หลุดกรอบหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ. การมี Trade Setup ช่วยลดความผิดพลาดจากการตัดสินใจแบบฉับพลัน และทำให้กระบวนการเทรดเป็นระบบมากขึ้น มีขั้นตอนที่สามารถวัดผลและปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง.

Trade Setup จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนา “งานเทรดให้เป็นระบบ” และเป็นก้าวแรกสู่ความสม่ำเสมอในการทำกำไร. เทรดเดอร์ที่ยึดมั่นใน Trade Setup จะสามารถสร้างการเติบโตของพอร์ตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ผลการเทรดจะดีขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกันรูปแบบการเทรดแบบไร้ทิศทาง ได้บ้างเสียบ้าง และมักจะเสียมากกว่า จะค่อย ๆ หายไปจากระบบของคุณ.

🌟 ตัวอย่าง Trade Setup พืันฐานที่ง่ายที่สุด

การเทรดที่ได้ผลกำไรมากที่สุด มีความเสี่ยงน้อยที่สุดคือการ เทรดตามเทรนด์หลัก(Trend Following) และ ต้องเข้าเทรดเมื่อจบการ Pullback ใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ

  1. ดูแนวโน้มหลักหรือเทรนด์หลัก จากไทม์เฟรมใหญ่อย่างน้อยก็ H1 หรือ H4 แนะนำ H4 เพราะการเปลี่ยนแปลงรอบของราคาไม่เร็วและไม่ช้าเกินไป โดยเน้นดูว่าโครงสร้างล่าสุดของตลาดเป็นแรงฝั่งไหน อาจดูง่ายๆแค่ 100 แท่งที่เห็นนับจากปัจจุบันมีความชัดเจนไปในแรงฝั่งไหน เพราะนี่คือการเทรดสั้นจึงไม้ได้มองภาพรวมของตลาดระยะไกลมากเกินไป.
  2. ไปที่ M5 หรือ M1 ถ้าเทรนด์หลักเป็นขาขึ้น มองหา CHoCH ในชุดขาลงย่อยที่วิ่งทะลุ High ล่าสุด (Final Swing) ขึ้นไปได้ เพื่อหาจุดยืนยันการกลับตัวของการ Pullback ที่วิ่งสวนเทรนด์หลัก จากนั้นให้มองหา Demand Zone ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในการเข้าเทรดฝั่ง Buy.
  3. ไปที่ M5 หรือ M1 ถ้าเทรนด์หลักเป็นขาลง มองหา CHoCH ในชุดขาขึ้นย่อยที่วิ่งทะลุ Low ล่าสุด (Final Swing) ลงไปได้ เพื่อหาจุดยืนยันการกลับตัวของการ Pullback ที่วิ่งสวนเทรนด์หลัก จากนั้นให้มองหา Supply Zone ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในการเข้าเทรดฝั่ง Sell.
  4. ในการวางออเดอร์ที่ M5 หรือ M1 เราจะได้ระยะ SL ที่แคบอยู่แล้ว ทำเราสามารถกำหนดระยะ SL ได้ตามความเสี่ยงที่คำนวณไว้ได้ง่ายขึ้น ระยะ TP นั้นอาจจะใช้ RR ที่ไม่มากเกินไป หากต้องการ Winrate สูงก็ให้กำหนด RR ไม่เกิน 2 เท่าของ SL หากต้องการ RR มากก็มองหานัยยะสำคัญที่ราคาจะมีโอกาสไปถึง แล้วถอยกลับมาเผื่อเพื่อความชัวร์ว่าราคาจะมีโอกาสไปถึงได้มากขึ้น.
[รูปภาพของ Pullback Buy Sell Setup]

เมื่ออ่านโครงสร้างราคาได้คล่องแล้ว และ สามารถใช้งาน Trade Setup นี้ได้แบบไม่ฝืนและคุ้นเคยแล้ว ก็ค่อยเอาสัญญาณอินดิเคเตอร์มาช่วยยืนยัน หากเอาอินดิเคเตอร์มาตั้งแต่แรกจะทำให้เกิดความสับสน และอาจจะไปยึดติดกับอินดิเคเตอร์มากเกินไป จนทำให้เสียระบบไปในที่สุด.

ตัวอย่างการวางแผนการเทรด

นี่คือตัวอย่างแนวทางการวางแผนการเข้าเทรด เพื่อให้การเข้าเทรดในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ลดความเสี่ยง และ เพิ่มโอกาสของการทำกำไร ถ้าขาดการวางแผน การวิเคราะห์ มันไม่ใช่งานเทรด แต่มันคือการเสี่ยงโชค วัดดวง ซึ่งไม่ได้ต่างจากการพนันเลย. ตลาดเทรดมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาเงินจากคนที่ไม่มีความรู้ หรือ ความรู้น้อย หรือ มีความโลภสูง (ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด) ไปให้กับคนที่มีความรู้ ความชำนาญ (ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก) ดังนั้นโอกาสแพ้สำหรับเทรดเดอร์รายย่อยจะมีโอกาสสูงมาก ห้ามประมาทเป็นอันขาด.

ต้องย้ำอีกครั้งว่า "งานเทรดคือการเอาความรู้ไปแลกกำไร" ถ้าไม่มีความรู้จะทำกำไรได้อย่างไร ความรู้จะได้มาก็ต้องแลกกับการตั้งใจศึกษาจริงๆจังๆ และ ฝึกฝนทดสอบทดลองทำการ Backtest และ จดบันทึกสถิติผลการเทรด เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงให้เทคนิคการเทรดดีขึ้นเรื่อยๆ. เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะละเลยสิ่งเหล่านี้ เพราะคิดว่างานเทรดคืองานอดิเรก เป็นช่องทางรวยทางลัด จึงได้แค่เติมเงิน แล้ว เทรดๆๆ โดยไม่มีการพัฒนาองค์ความรู้ใดๆเลย สุดท้ายก็ท้อและออกจากตลาดไป.

หารอบตลาดจากไทม์เฟรมใหญ่ก่อน

เทคนิคการเทรดที่ถูกต้องจะต้องหารอบตลาดในไทม์เฟรมใหญ่ก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าราคาปัจจุบันนี้ จะมีโอกาสไปต่อ หรือ จะกลับตัว ไม่เช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ Buy แล้วราคาลง หรือ Sell แล้วราคาขึ้น ถ้า MM ไม่ดีก็โดนลากติดลบหนัก.

ตามภาพล่างนี้เราจะใช้ H4 ในการวางแผนดูรอบตลาด เพราะเป็นไทม์เฟรมกลางๆ ไม่ช้า ไม่เร็ว เกินไป เนื่องเราจะเน้นการเทรดสั้นเป็นหลัก จึงเริ่มต้นที่ไทม์เฟรม H4 จากภาพทจะเห็นว่าเทรนด์เป็นขาลง. เนื่องจากเป็นการเทรดสั้นเราจะมองกราฟเฉพาะในหน้าจอปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากต้องการยึดโมเมนตัม หรือ แรงเร่งของราคาในตลาดปัจจุบันเป็นหลัก เราจะเน้นเทรดตามแรงหลักของตลาดปัจจุบันเป็นหลัก.

ราคาปัจจุบันนี้ได้ขึ้นไปอยู่ในโซนที่มีโอกาสกลับตัวสูง เพราะราคาได้ขึ้นไปในโซน 78.6% ถือว่ามีโอกาสกลับตัวสูงมาก โดยมีนัยยะสำคัญที่ช่วยสนับสุนการกลับตัวคือ:

[รูปภาพของ ตัวอย่างรอบตลาด H4]

ภาพล่างนี้เป็นไทม์เฟรม H1 มีความชัดเจนมากกว่า H4 นิดหน่อย เพระาเห็นจำนวนแท่งเทียนมากขึ้น จะเห็นแท่งเทียนสีแดงพยายามจะลงมา แต่มีแรงไม่มาก (เป็นแท่งเล็กๆเรียงตัว) ถือว่ายังไม่มีนัยยะสำคัญที่จะบอกว่าราคาจะลงตอนนี้ สังเกตุจากแท่งสีเขียวยาวๆที่ดันราคาสวนขึ้นมาแรง เป็นการบอกว่าแรงขาขึ้นยังมีแรงอยู่. หากใช้อินดิเคเตอร์ดูจะยังไม่เกิด Bearish Divergence แต่ในคู่มือนี้จะไม่ขอกล่าวถึงการใช้งานอินดิเคเตอร์ เพราะจะโฟกัสเกี่ยวกับการเทรดกราฟเปล่าเป็นหลัก.

[รูปภาพของ ตัวอย่างรอบตลาด H1]

ย่อไทม์เฟรมให้เล็กลงเพื่อวางแผนการเข้าออเดอร์

การเทรดที่ถูกต้องและได้ผล จะต้องโฟกัสไปที่คุณภาพของออเดอร์ ไม่ใช่จำนวนออเดอร์ การเทรดมีโอกาสผิดพลาดหรือผิดทางได้เสมอดังนั้นทุกๆออเดอร์ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของออเดอร์โดยการต้องมีการวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของทิศทางราคา. และ ต้องได้จุดวางออเดอร์ที่ได้ราคาดี มีระยะ SL ที่แคบ การเทรดแต่ละครั้งควรเลี่ยงการเปิดออเดอร์สดๆ แนะนำให้ใช้วิธีการวาง Pending Order จะช่วยลดออเดอร์คุณภาพต่ำลงไปได้มาก เพราะการวางออเดอร์แต่ละออเดอร์นั้นได้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และ ตราบใดที่ออเดอร์ยังไม่ถูกเปิดก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเมื่อคิดว่าได้จุดที่ดีกว่า.

ต่างจากการเข้าออเดอร์สดๆที่มีเวลาคิดไตร่ตรองน้อย เข้าออเดอร์แล้วหากติดลบจะไม่สามารถแก้ไขได้นอกจากการปิดออเดอร์ยอมขาดทุน อีกทั้งยังสร้างความกดดัน และ ความเครียด ความกังวล ความพะวงอยากติดตามผลของออเดอร์ หลังจากได้กดเปิดออเดอรืไปแล้ว.

[รูปภาพของ ตัวอย่างรอบตลาด M5] [รูปภาพของ ตัวอย่างรอบตลาด M1]

มาถึงตรงนี้คิดว่าท่านน่าจะพอมองเห็นวิธีการวิเคราะห์กราฟโดยใช้หลายไทม์เฟรมมาช่วยในการวางแผนการเทรดได้ไม่มากก็น้อย สำคัญคือเรื่องการหา CHoCH ในโครงสร้างหลัก และ การหา CHoCH ในโครงสร้างย่อย (Pullback) เพื่อใช้ยืนยันการกลับเข้าสู่เทรนด์หลักของโครงสร้างใหญ่ หากเข้าใจเรื่องนี้การเทรดด้วยเทคนิค SMC เบื้องต้นแค่นี้ก็สามารถที่จะเข้าเทรดทำกำไรได้แล้ว.

เทคนิคการหาโซนราคาที่แม่นยำ (หมัดเดียวน็อค)

หมัดเดียวน็อค ความหมายก็คือ การเข้าเทรดในแต่ละออเดอร์ต้องเน้นคุณภาพเท่านั้น ไม่ชัวร์ไม่เข้าเทรด คำว่าออเดอร์คุณภาพนั้นหมายถึง การกำหนด MM ที่เหมาะสมไว้แล้ว มีจุดเข้าเทรดที่มีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน เมื่อ TP ได้ มันก็คือการน็อค มันคือกำไร คือชัยชนะ ส่วนกำไรจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับทุน จะกำไร $2 มันก็คือกำไร คือการน็อคนั้นเอง.

บทความนี้เป็นเทคนิคแถมท้ายเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่นิยมใช้ในการเทรด SMC มากที่สุด และ ได้ผลมากที่สุด เทรดเดอร์บางคนใช้แค่เทคนิคนี้เทรดอย่างเดียวก็สามารถทำกำไรได้แบบสบายๆแล้ว แถมมักได้ออเดรอ์ปลายไส้อีกด้วย ก่อนอื่นต้องเกริ่นอีกรอบว่า "ไม่ต้องไปสนใจว่าโซนราคาจะเรียกชื่ออะไร". มันเป็น Demand/Supply โซน หรือ เป็น Order Blcok โซน ให้มองว่าทั้งหมดกมันคือโซนแนวรับ แนวต้าน เหมือนกัน แตกต่างกันแค่ Demand/Supply มองจากโซนสะสมกำลัง (Consolidation) ในช่วงที่ราคาพักตัวเป็นแท่งเทียนเล็กๆเรียงตัวไปทางขวามือ ก่อนที่จะเกิดแท่งยาวๆวิ่งออกจากการพักตัวนี้. กรอบการพักตัวนี้ก็คือ Demand zone หรือ Supply zone นั้นเอง บางครั้งก็ได้กรอบแคบ แต่ส่วนใหญ่จะได้กรอบที่่กว้าง(บน-ล่าง).

สำหรับ Order Block ก็ใช้หลักคิดแบบเดียวกันกับ Demand/Supply แต่จะให้น้ำหนักไปที่แท่งก่อนหน้าแท่งยาวๆเพียง 1 หรือ 2 แท่ง เพราะด้วยเหตุผลคือหากราคาจะวิ่งเป็นแท่งยาวๆไปได้ไกลๆตลาดมีความพร้อมมีพลังมากพอ จะต้องไม่สะสมกำลังนานเกินไป(หลายแท่งเรียงกัน) ราคาพร้อมจะดีดตัวพุ่งไปได้ไกล. จึงโฟกัสไปที่แท่งเล็กๆเพียง 1 หรือ 2 แท่ง ก่อนที่ราคาจะพุ่งออกไปแรงๆไกลๆ.

ในการใช้งานจริงแนะนำว่าให้เลือกใช้หลักการมองโซนทั้งสองแบบไปเลย โดยให้มองแบบ Demand/Supply ก่อน เพราะจะได้ภาพรวมที่กว้าง จากนั้นก็ค่อยมองหาแบบ Order Block ก็จะได้โซนที่แคบลงไป เพราะทั้งสองโซนมันจะเกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันอยู่แล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนเองชอบเรีบก Demand/Supply มากกว่า เพราะมันสื่อถึงบริบทของความเป็นแนวรับ แนวต้านได้ชัดเจนในความเข้าใจง่ายกว่าเรียกเป็น Bullish Order Block หรือ Bearish Order Block มันไม่ค่อนคุ้นเคย.

ออเดอร์ปลายไส้เป็นเรื่องง่ายถ้ามองโซนราคาออกและใช้งานโซนราคาเป็น ในภาพล่างที่ H1 หากสังเกตุดีๆจะเห็นมี Order Block เกิดขึ้นสองโซน ถ้าเจอกรณีแบบนี้ ต้องตีความให้ถูกต้อง การที่ราคาขึ้นไปทำ High ล่าสุดได้นั้น หากดูผิวเผินมันมาจากการส่งจากโซน A แต่หากดูดีๆจะเห็นว่าพลังที่ดันราคาขึ้นมาได้จริงๆก็คือโซน B. เป็นโซนตัวจริง ตรงส่วนของโซน A นั้นจริงๆมันก็คือการที่ราคาออกจากโซน B แล้วย้อนกลับเข้ามาทดสอบ (Retest) อีกครั้งก่อนจะดีดตัวขึ้นไปทำ High ล่าสุดได้นั้นเอง.

[รูปภาพของ Order Block H1]

การแบ่งโซน 50% จะช่วยให้การเทรดปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และ ยังสามารถมองเห็นนัยยะของระดับ Fibonacci ที่ M5 ได้ด้วย เป็นการตีเส้น Fibonacci ในคลื่นย่อย.

[รูปภาพของ Order Block M5] [รูปภาพของ Order Block M1]

ตัวอย่างการสังเกตุว่าโซนราคาอ่อนแอหรือยัง โดยการสังเกตุจำนวนครั้งของราคาที่กลับเข้าไปทดสอบที่โซน ปกติราคาจะยังพอมีระยะดีดตัวไม่เกินครั้งที่สอง หากเกินสองครั้งโซนมีโอกาสที่จะอ่อนแอ และ โดนราคาทะลุได้.

[รูปภาพของ โซนราคาอ่อนแอ Bitcoin H1]

อยากเทรดด้วย SMC ต้องศึกษาอะไรบ้าง

SMC เป็นเทคนิคการเทรดด้วยกราฟเปล่าเป็นหลัก โดยการวิเคราะห์จากโครงสร้างราคาของกราฟ เพื่อหาร่องรอยของผู้เล่นรายใหญ่ เพื่อจะได้เข้าเทรดตามผู้เล่นรายใหญ่ ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของตลาด เป็นเทคนิคที่สื่อสารโดยตรงกับตลาด ไม่ต้องกังวลกับสัญญาณหลอกจากอินดิเคเตอร์ต่างๆ.

การเทรดด้วยเทคนิค SMC อาจจะไม่ต้องใช้อินดิเคเตอร์เลยก็ได้ หรือ หากจะใช้ก็ควรเลือกอินดิเคเตอร์ที่สามารถใช้ยืนยันความชัดเจนของสถานะราคาได้ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อยืนยันความแข็งแรงของแนวโน้มหรือเทรนด์ หรือ ใช้ MACD เพื่อยืนยันความแข็งแรงของโมเมนตัม เป็นต้น. โดยอินดิเคเตอร์จะเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาหลักๆในการเทรดด้วยเทคนิค SMC จะมีดังนี้:

  1. ศึกษาเรื่อง "โครงสร้างราคา ตามทฤษฎีดาว คืออะไร" จะทำให้เรามองสถานะการณ์ของราคาออกว่าควรเทรดฝั่งไหนได้เปรียบ หรือ ราคาปัจจุบันจะเทรดแบบตามเทรนด์ (Following) หรือ เทรดสวนเทรนด์ ( Reversal).
    ลองค้นหาที่ Youtube ว่า โครงสร้างราคาตามทฤษฎีดาว
  2. ศึกษาเรื่อง "ศึกษาเรื่องของ BoS และ CHoCH" เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราได้มองเห็นโอกาสของการเข้าเทรดทำกำไรที่มีความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสทำกำไรได้สูง เรื่องนี้ก็เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างราคา ตามทฤษฎีดาว นั้นแหละครับ.
    ลองค้นหาจาก Youtube ว่า "BoS และ CHoCH"
  3. ศึกษาเรื่อง "การใช้งาน Timeframe" เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะสามารถดู BoS ดู CHoCH ได้หลายมิติมากขึ้น.
    ลองค้นหาจาก Youtube ว่า "การใช้งาน timeframe"
  4. ศึกษาเรื่อง "Forex Liquidity คืออะไร" เพราะเรื่องนี้จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมของสถาบันการเงินที่เข้ามากวาดกิน SL ได้เป็นอย่างดี จะช่วยให้ไม่ติดกับดัก และ ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถาบันการเงินง่ายๆ.
    ลองค้นหาที่ Youtube ว่า "Forex Liquidity คืออะไร"

แค่ศึกษาสี่เรื่องนี้ก็สามารถนำไปใช้ในการเทรดได้แล้วครับ ส่วนพวกปลีกย่อยเป็นคำศัพท์ต่างๆค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมทีหลัง จริงๆมันก็อยู่ในเรื่องของ Liquidity นั้นแหละ เช่น Liquidity sweep ,Liquidity pool ,Inducement ,Liquidity Grab ,Liquidity Trap ,Buy Side Liquidity ,Sell Side Liquidity และ อื่นๆมากมาย เอาแค่ศึกษาแก่นของ Liquidity หลักๆก็เพียงพอต่อการนำไปใช้เทรดได้แล้ว.

หากศึกษา SMC อย่างจริงๆจังๆ เลือกศึกษาเฉพาะที่แนะนำไว้ ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 3 เดือน ในการสังเกตุบริบทต่างๆของกราฟราคาที่สถาบันการเงินนำมาใช้เป็นกับดัก ก็จะทำให้ผลการเทรดดีขึ้นอย่างชัดเจน สำคัญคือต้องเปิดใจ และ จัดสรรเวลาในการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะงานเทรดจะมีสมการนี้เป็นหัวใจหลัก "กำไร=ความรู้" ความรู้มากกำไรมาก ความรู้น้อยกำไรน้อย ไม่มีความรู้ก็ขาดทุน.


วีดีโอตอนที่สอง

ในคู่มือการเทคด้วย SMC ตอนที่หนึ่งนี้ได้ปูพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงๆในทางปฎิบัติไปแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของการหา CHoCH ในสถานการณ์ Pullback ที่จะช่วยให้การเทรดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว การนำระบบเทรดมาช่วยก็จะช่วยให้การเทรดของท่านสะดวก รวดเร็ว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานเทรดของท่านได้สูงขึ้นเป็นเท่าตัว. รอพบกับวีดีโอเทคนิคการใช้งานระบบเทรด SMC PRO เพื่อครองเกมการเทรดด้วยความมั่นใจและแม่นยำ!

ข้อควรทราบ: ข้อความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ ด้านการใช้เครื่องมือวิเคราะห์กราฟจากข้อมูลซื้อขายในอดีตเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อชักชวนหรือแนะนำการลงทุนใด ๆ เนื้อหาในโพสต์นี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน ผู้จัดทำไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุน การลงทุนและการเทรดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ และวางแผนการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตนเอง