มือใหม่เทรดอย่างไรให้ได้กำไร

ได้เวลาปลดล็อคความเป็นสมัครเล่น เพื่อก้าวไปสู่มืออาชีพ เทรดสร้างกำไรต่อเนื่อง

งานเทรดง่ายนิดเดียว

แค่คุณมองเห็นแก่นของมันคุณก็จะพบว่างานเทรดง่ายนิดเดียว แต่ที่สำคัญสูงสุดก็คือ ต้องมีความการอดทนต่อการอ่าน การชม รักการศึกษาหาความรู้ ไม่มีการรวยจากทางลัดใดๆ มีแต่การรวยจากความรู้ความสามารถเท่านั้น

เทคนิคการทำำไรจากงานเทรด" สอบถามเพิ่มเติม! คู่มือการใช้งาน SMC ปรับวิธีคิดเพื่อทำกำไร

ปัญหาของมือใหม่คืออะไร?


เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคตามแนวคิด Smart Money Concept (SMC) เท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อชักชวน แนะนำ หรือเสนอให้ลงทุนหรือซื้อขายสินทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น


คุณเคยมีคำถาม หรือ ข้อสงสัยแบบนี้ไหม เช่น อยากรู้ว่าสัญญาณไหนแม่นยำที่สุด เครื่องมือระบบไหนแม่นยำมากที่สุด หรือ อยากรู้ว่าสัญญาณที่ใช้นี้ทำกำไรได้จริงๆเหรอ อยากรู้ว่าเทรดไทม์เฟรมไหนแม่นยำมากที่สุดทำกำไรดีที่สุด หรือ อยากได้เครื่องมือบอกสัญญาณบอกจุดเข้า-ออก แม่นๆ และ ข้อสงสัยอื่นๆมากมาย หากคุณมีคำข้อสงสัยเหล่านี้ แสดงว่าคุณยังติดกับดักความเป็นมือสมัครเล่นอยู่ ต้องรับแก้ไขโดยด่วน เพื่อปลดล็อคไปสู่ความเป็นมืออาชีพให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นคุณจะใช้ทั้งเงินลงทุน และ เวลาที่สิ้นเปลืองมากๆ

ตลาดไม่ใช่เครื่องจักรที่กดสวิทซ์แล้วกราฟขึ้นๆลงๆตามข้อมูลที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ราคาของกราฟในตลาดขึ้นๆลงๆจากพฤติกรรมของคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเทรดเดอร์รายย่อยจำนวนมากทั่วโลก(ปลาเล็ก) กลุ่มที่สองคือสถาบันการเงินที่มีทุนมหาศาล สามารถเปิด Lot ทีละมากกว่า 1000 Lot ได้(ปลาใหญ่) ดังนั้นการขึ้นและลงของราคาจึงเกิดจาก ความเจ้าเลห์ของทุนใหญ่ ความโลภและความตื่นตระหนกของรายย่อย ส่งผลให้บริบทของกราฟวิ่งไปตามพฤติกรรมวิธีคิดของมนุษย์ รูปแบบการวิ่งของกราฟราคาจึงไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำกัน 100% ว่ากันว่ารูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆกันจะมีเพียงไม่เกิน 30% นอกนั้นเป็นความผันผวนของราคคาที่มีรูปแบบหลากหลายมาก จึงเห็นได้ว่าโอกาสที่จะเจอความแม่นยำในการเทรดจึงมีเพียงไม่เกิน 30% ในแต่ละช่วงเวลาของตลาด

เครื่องมือทุกๆตัวล้วนแม่นยำทั้งหมด ถ้าเข้าใจตลาดและวิธีใช้งานเครื่องมือนั้นๆ ตัวอย่างเช่นเครื่องมือพื้นฐานอย่างเส้นค่าเฉลี่ย หลายคนสงสัยว่าสามารถใช้เทรดทำกำไรได้จริงหรือ เส้นค่าเฉลี่ยมีมามากกว่า 100 ปี ถ้าไม่ดีจริงทำไมทุกวันนี้ ยังมีสำนักต่างๆ หรือบรรดาเซียนต่างๆ ยังอ้างอิงการวิเคราะห์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย แต่ทำไมเราใช้เส้นค่าเฉลี่ยแล้วทำกำไรไม่ได้ นี่คือคำตอบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวเราไม่เข้าใจการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยที่ถูกต้อง หรือ ไม่เส้นค่าเฉลี่ยก็เป็นเครื่องมือที่ไม่ถูกกับจริตของเรามากกว่า

มองว่างานเทรดคืองานอดิเรกที่สามารถความร่ำรวยได้เร็ว ความรวยของจริงต้องมาจากงานหลัก ไม่ใช่มาจากงานอดิเรก ลองคิดว่าเทรดขำๆดูซิว่าจะรวยไหม แนวคิดที่ผิดเพี้ยนนี้อาจจะมาจากได้เห็นเทรดเดอร์หลายๆคนโชว์ตัวเลขกำไร จึงคิดว่าทำกำไรง่ายๆได้มาเร็วๆ แต่อาจลืมไปว่ากว่าเทรดเดอร์เหล่านั้นจะทำกำไรได้ต่อเนื่อง พวกเขาลำบากมาก่อนแค่ไหนกว่าจะถึงจุดที่เห็น หากเราต้องการทำกำไรจากงานใดๆเราก็ต้องจริงจังและทุ่มเทให้กับงานนั้นๆเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง


มองแก่นแท้ของงานเทรดไม่ออก นี่คือกับดักสำคัญที่ดึงมือใหม่ไม่ให้หลุดพ้นจากวังวนที่ผิดพลาด เนื่องจากมีวิธีคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับงานเทรด งานเทรดก็คืออาชีพแขนงหนึ่งเฉกเช่นอาชีพอื่นๆ ในทุกๆอาชีพจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยหากมองไม่เห็นแก่นแท้หรือหัวใจหลักของอาชีพที่ทำอยู่

วิธีเทรดให้ได้กำไรต้องทำอย่างไรอยู่ท้ายบท


ต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องเท่านั้น

"วิธีคิด หรือ Mindset" คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในทุกๆงาน โดยเฉพาะงานเทรดยิ่งมีความสำคัญสูงมาก เพราะงานเทรดไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน อารมณ์ และ ความโลภโดยตรง เนื่องจากเอาเงินไปแลกเงิน ไม่มีขบวนการแปรรูปจากเงินไปเป็นตัวสินค้าเหมือนอาชีพอื่นๆ หากควบคุมอารมณ์และความโลภไม่ได้โอกาสที่การเทรดจะกลายไปเป็นรูปแบบการพนันก็มีโอกาสสูง งานเทรดจำเป็นต้องใช้ความรู้แลกกำไร ความรู้มากกำไรมาก ความรู้น้อยกำไรน้อย ความรู้ไม่มีก็ขาดทุน

ตลาดออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรจากคนจำนวนมากที่ความรู้น้อยและมีความโลภสูง ความโลภทำให้เกิดความประมาทขาดความระมัดระวัง คิดว่าต้องชนะเป็นหลัก ในตลาดเทรด Winrate ไมได้สำคัญเท่ากับ RR เนื่องจากโอกาสแพ้ในตลาดจะสูงมากกว่าชนะ แต่ RR จะช่วยให้ทำกำไรได้แม้ว่าจะแพ้มากกว่าชนะ (หากความรู้น้อย แต่ไม่โลภค่อยๆเทรดตามความเสี่ยงที่เหมาะสม ก็จะมีโอกาสได้ประสบการณ์จากตลาดได้นานต่อเนื่อง เพราะความเสี่ยงที่เหมาะสมจะช่วยรักษาเงินทุนให้อยู่ได้นาน โอกาสจะได้กำไรทั้งความรู้ และ ตัวเงินก็จะมีมาก)

คุณภาพของออเดอร์ สำคัญมากกว่า จำนวนออเดอร์ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อให้กับตลาดมักจะเน้นจำนวนออเดอร์ มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถทำกำไรและเอาตัวรอดในตลาดได้เพราะความสามารถจากการฝึกฝนมาเฉพาะตัว คุณภาพของออเดอร์ยังสามารถช่วยเพิ่มอัตราชนะได้อีกด้วย เทรดสัปดาห์ละ 2-3 ออเดอร์บวกลบแล้วมีกำไร 2% ยังดีกว่าเทรดเดอร์ที่เทรดสัปดาห์ละ 50-70 ออเดอร์ 3-5%

ทั้งสองแบบนี้สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือ เรื่องของการใช้เวลาและอัตราความเครียด และ สำคัญที่สุดก็คือ อารมณ์ ยิ่งเทรดมากยิ่งกดดันและยิ่งมีโอกาสใช้อารมณ์ในการเทรดมากขึ้น มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดทุนสูง หากจมปรักในการเทรดมากเกินไปสุขภาพจิตจะแย่ในระยะสั้นและยาว หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับรถรับส่งสินค้า คันหนึ่งวิ่งทำรอบตามปกติเน้นปลอดภัยไม่วิ่งเร็ว อีกคันเน้นทำรอบต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง เพื่อให้สามารถทำรอบได้มากๆ โอกาสเสี่ยงก็มีมากเช่นกัน หากคุณบริหารตรงนี้ได้คุณจะมีเวลาเหลือมากมายให้กับครอบครัวหรือคนที่คุณรัก

ยอมรับกับความรู้ที่ตนเองมี เทรดเดอร์จำนวนมากมักจะมองข้ามความรู้พื้นฐานที่ตนเองมี บางคนโครงสร้างราคายังมองไม่ออก แต่พยายามจะไปใช้ Elliott wave หรือ Harmonic pattern หรือ ICT/SMC ในการเทรดเพราะรู้สึกว่ามีเทพๆหลายคนใช้เทรดทำกำไรได้ดี แต่ลืมไปว่ากว่าเทพๆเหล่านั้นจะสามารถใช้กลยุทธ์นั้นๆในการทำกำไร พวกเขาผ่านผ่านผิดพลาดมากมาแค่ไหน ฝึกฝนปรับปรุงหน้าเทรดกว่าจะตกผลึกจนได้หน้าเทรดที่ใช้ทำกำไรได้ในทุกวันนี้ หน้าเทรดที่ดีที่สุดต้องเป็นหน้าเทรดที่ถูกจริตเรา ถูกพัฒนาดัดแปลงให้เข้ากับจริตเราด้วยตัวเราเองเท่านั้น ดังนั้นมือใหม่ควรเริ่มต้นจากพื้นฐานที่เราขาดก่อน แล้วค่อยๆเติมเข้าไปทีละนิดไปพร้อมกับการฝึกฝน สังเกตุผลลัพธ์ และ ทำการปรับปรุงให้เข้ากับจริตของตนเอง สุดท้ายก็จะได้หน้าเทรดที่พร้อมสร้างกำไรให้ในที่สุด


แก่นแท้ของงานเทรดคืออะไร?

"ทางลัด" สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในในการเทรด ก็คือการเข้าใจว่าหัวใจสำคัญของงานเทรดคืออะไร งานเทรดจะแตกต่างจากงานอาชีพอื่นๆในหลายๆอาชีพ เนื่องจากไม่ต้องเอาเงินลงทุนไปสร้างสินค้า ไม่ต้องสต๊อกสืนค้า ไม่ต้องมีหน้าร้าน แค่เปิดพอร์ตและเติมเงินลงทุนเข้าพอร์ตก็ทำอาชีพเทรดได้ทันทีเลย ด้วยความง่ายนี่แหละที่ทำให้หลายๆคนมองไม่เห็นหัวใจสำคัญหรือ แก่นแท้ของงานเทรด


อะไรคือแก่นแท้ของงานเทรด จากที่กล่าวมาข้างต้น แค่เปิดพอร์ตและเติมเงินลงทุนเข้าพอร์ตก็ทำอาชีพเทรดได้ทันทีเลย นี่คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่บ่งบอกถึงแก่นแท้ของงานเทรด แก่นแท้ของงานเทรดก็คือ การบริหารเงินลงทุน เพราะวัตถุดิบหรือสินค้าหลักของคุณก็คือเงินลงทุน หรือ จะพูดได้อีกแบบก็คือ งานเทรดคือเกมการเงิน นั้นเอง ดังนั้นการทำ Money Management จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก


แล้วทำไมเทรดเดอร์จำนวนมากที่ติดกับดักกลับไปทุ่มเทเวลาให้กับการหาสัญญาณแม่นๆ การหาไทม์เฟรมแม่นๆ เวลาผ่านไปเป็นปีๆก็ยังหาไม่เจอจนใช้เวลาสิ้นเปลืองมาก อย่าลืมว่าเวลามันคือต้นทุนอย่างหนึ่งของทุกๆอาชีพ ต่อให้ได้สัญญาณที่แม่นแค่ไหนก็ตาม หากบริหารจัดการเงินทุนไม่ถูกต้อง บริหารจัดการความโลภและอารมณ์ไม่ได้ สุดท้ายก็ล้างพอร์ตอยู่ดี เพราะไม่มีระบบหรือความแม่นใดๆที่มันจะแม่นได้ 100% มันจะมีช่วงพลาดปนเข้ามา หลายๆคนเทรดทำกำไรติดๆกันเป็น 10 รอบได้กำไรก้อนโต แต่เมื่อพลาดติดกันแค่ 2-3 รอบก็ล้างพอร์ตเสียแล้ว เพราะควบคุมเงินลงทุน ความโลถ อารมณ์ ไม่ได้


แล้วจะเริ่มต้นอย่างไรให้สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง

"บริหารเงินทุน" นี่คือสิ่งแรกที่ต้องลงมือทำทันทีที่เริ่มเทรด อาจจะใช้การวางแผนเป็นขั้นตอนระยะยาว วางแผนการเติบโตของพอร์ตการลงทุน หรือบางคนก็ใช้แค่การวางแผนก่อนเข้าเทรดในรอบนั้นๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี หากจะว่าตามหลักการของการลงทุนมืออาชีพจะใช้ความเสี่ยงเพียง 1%-2% เท่านั้น แต่มันคงเป็นเรื่องที่ขัดใจคนทั่วๆไปเป็นอย่างมาก เพราะมันได้เสียทีละน้อยๆหากเงินลงทุนจำนวนไม่มาก เช่นมีทุน $100 ได้เสียที่ 2% ก็ครั้งละ $2 แต่หากเงินทุนสูงเช่น $10,000 ตัวเลข 2% ก็คือ $200 ก็คือว่าไม่น้อยเลย หากเป็น $100,000 ล่ะ 2% ก็ $2,000 จึงไม่แปลกที่นักลงทุนรายใหญ่จะใช้ความเสี่ยงแค่ 1% - 2% เท่านั้น

หลายๆคนที่ทุนน้อยๆแต่อยากขยับตัวเลขความเสี่ยงขึ้นมามากหน่อย แต่ก็ยังพออยู่ในความเสี่ยงที่ยังพอจัดการได้นั้นคือการใช้ความเสี่ยงที่ 5% ต่อรอบ ซึ่งรวมทุกออเดอร์ที่เปิดในรอบนั้นๆต้องไม่เกิน 5% และ ต่อวันต้องไม่เกิน 5% คือคือตัวเลขที่ใช้เพดานสูงสุดต่อการเทรด ที่ยังสามารถควบคุมได้ จะเห็นได้ว่ากองทุนต่างๆจึงนิยมใช้เพดานความเสี่ยงไม่ที่ไมาเกิน 5% ต่อรอบ และ ต่อวัน

ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดการคำนวณ % ความเสี่ยง เพราะมันง่ายมากเป็นคณิตศาตร์ประดับชั้นประถมเท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย อีกทั้งในโบรกต่างๆก็มีเครื่องมือคำนวณออนไลน์ให้บริการใช้งานฟรีๆอยู่แล้ว สำคัญคือต้องเปิดใจยอมรับการทำ Money Management ในการเทรดเสียก่อน เพราะหากไม่เปิดใจรับ ต่อให้ง่ายแค่ไหนเป็นแค่การบวกหรือลบง่ายๆ คุณก็ไม่ทำอยู่ดี ฟันธง!

ให้ตัดคำว่าแก้ไม้ออกไปจากความคิด คำว่าแก้ไม้นั้นมันมีความหมายหมิ่นเหม่ที่จะมีโอกาสใช้อารมณ์ในการเทรดสูง ทำไมถึงอยากแก้ไม้ก็เพราะปล่อยให้มีการโดนลากติดลบหนักๆ แล้ว อยากแก้เอาคืน มันเหมือนรูปแบบการพนันชัดๆ โอกาสที่จะแก้ไม้ไม่สำเร็จมีโอกาสมาก และ มักจบด้วยการล้างพอร์ตเสียส่วนใหญ่ หากเราควบคุมความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้น เราก็จะไม่มีโอกาสโดนลากติดลบหนักจนอยากแก้แค้นเอาคืนเลย เพราะเราวางแผนที่จะยอมขาดทุนตามระบบความเสี่ยงที่กำหนดไว้อยู่แล้ว


ไทม์เฟรมไหนแม่นยำมากที่สุด

ไทม์เฟรมไหนแม่นยำมากที่สุด นี่คือคำถามยอดฮิตตลอดกาลไม่เคยแผ่ว หากใครยังติดอยู่กับคำถามนี้ และ ยังหาคำตอบไม่ได้ แนะนำว่าให้หยุดการเทรดไปก่อน เพราะนี่คือสัญญาณอันตรายที่ไม่ต่างจากการหลับตาเดินป่า หรือหลับตาขับรถ มันสุดอันตรายต่อพอร์ตเงินทุนของคุณ

ที่ต้องเริ่มต้นเรื่องไทม์เฟรมนี้ก็เพราะมันคือตัวตนของตลาดเทรดโดยตรง ราคาในตลาดเทรดจะขึ้นและลงเป็นรอบๆคล้ายๆภูเขาที่วางเรียงติดกัน มีทั้งยอดเขาและหุบเขา การขึ้นและลงของราคาในแต่ละไทม์เฟรมจะมีทั้งความสัมพันธ์กัน และขัดแย้งกัน โดยสรุปให้เห็นภาพเรื่องไทม์เฟรมง่ายๆได้ดังนี้

  • 📈 การมองไทม์เฟรมใหญ่ ก็เหมือนกับการที่เรามองเห็นภูเขาที่เรียงกันในระยะไกล เราก็จะเห็นแค่ส่วนของยอดเขา และ หุบเขา เท่านั้น หากมองเป็นเส้นทางการขับรถระยะไกลก็จะเห็น รอบขาขึ้น และ รอบขาลง เท่านั้น
  • 📈 การมองไทม์เฟรมเล็กในช่วงขาขึ้น ก็เหมือนกับการที่เราซูมเข้าไปดูเส้นทางในระยะใกล้เราจะเห็นเส้นทางทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงย่อยๆ หากเป็นช่วงขาขึ้น เราจะมองเห็นระยะทางขึ้นที่ยาวๆ และ มีระยะการลงระหว่างทางที่สั้นกว่า มันเป็นไปไม่ได้ในช่วงขาขึ้นจะลงยาวๆ เนื่องจากเป็นการเดินทางจากตีนเขาไปหาเป้าหมายคือยอดเขา
  • 📈 การมองไทม์เฟรมเล็กในช่วงขาลง ก็เหมือนกับการที่เราซูมเข้าไปดูเส้นทางในระยะใกล้เราจะเห็นเส้นทางทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงย่อยๆ หากเป็นช่วงขาลง เราจะมองเห็นระยะทางการลงที่ยาวๆ และ มีระยะการขึ้นระหว่างทางที่สั้นกว่า มันเป็นไปไม่ได้ในช่วงขาลงจะขึ้นยาวๆ เนื่องจากเป็นการเดินทางจากยอดเขาไปหาเป้าหมายคือตีนเขา
  • จุดสังเกตุในช่วงขาขึ้น ในช่วงขับรถไต่ขึ้นไปหายอดเขา จะขึ้นตรงๆครั้งเดียวมันเป็นไปไม่ได้จะต้องมีการพักคือการในทางเรียบที่ค่อยๆลดระดับลงแล้วค่อยขึ้นไปต่อ ก็เหมือนกับการ Sideway down นั้นเอง
  • จุดสังเกตุในช่วงขาลง ในช่วงขับรถไต่ลงไปหาตีนเขา จะลงตรงๆครั้งเดียวมันเป็นไปไม่ได้จะต้องมีการพักคือการในทางเรียบที่ค่อยๆไต่ระดับขึ้นแล้วค่อยลงไปต่อ ก็เหมือนกับการ Sideway up นั้นเอง


🎯 ราคาในตลาดมันก็มีพฤติกรรมการวิ่งไม่ต่างจากรถยนต์ที่ขับไปตามภูเขาโดยจะมี รอบหลักของการเดินทาง และ มีรอบย่อยๆก็คือการพักตัว จุดสังเกตุคือ เราจะเข้าเทรดตามรอบหลักเท่านั้นเพราะได้ระยะทางทำกำไรที่ไกลกว่า การเข้าเทรดในรอบการพักตัว หรือที่เรียกว่าการ Pullback
🎯 ในช่วงที่ราคาพักตัวระหว่างรอบหลัก หลังจากนั้นมันก็จะวิ่งไปตามทิศทางของรอบหลัก ช่วงออกจากการพักตัวนี้เหละมันจะเกิดพฤติกรรมหนึ่งที่เรียกว่า เกิดโมเมนตัมของราคา นั้นก็คือการเร่งของราคา เหมือนที่รถจะกระแทกคันเร่งเพื่อให้รถพุ่ง
🎯 ตรงบริเวณออกจากการพักตัว (Pullback) จะเกิดการเร่งของราคาที่เรียกว่า โมเมนตัม (Momentum) ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้จากกราฟเปล่า จะเป็นต้องใช้ตัวช่วยนั้นก็คือ อินดิเคเตอร์ ในการดูจึงจะมองเห็น ซึ่งอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากๆ เช่น MACD ,RSI ,Stochastic โดยการเร่งของราคามักจะเกิดขึ้นในลักษณะของการเกิด Divergence


จะใช้ไทม์เฟรมไหนบ้างในการเทรด

ควรใช้ไทม์เฟรมอย่างน้อย 2 ไทม์เฟรมขึ้นไป หากศึกษาจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น และ มองภาพออกว่าการมองรอบใหญ่ และ การซูมเข้าไปมองรอบย่อย นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็คงได้คำตอบแล้ว หากยังหาคำตอบไม่ได้ก็แนะนำควรย้อนกลับไปศึกษาและคิดตามช้าๆ จนกว่าจะมองเห็นภาพ ในการเทรดเราต้องมองให้เห็นก่อนว่า ราคาขณะปัจจุบันนี้กำลังเป็นขาขึ้น หรือ ขาลง ในการมองจากรอบใหญ่ นั้นก็คือการมองราคาใน W1 ,D1 แล้ว ให้อ้างอิงรอบราคาที่ H4 ต้องตรงกับ D1 หรือ W1 ด้วยก็ยิ่งดี หากเป็นการเทรดสั้นหรือกลางจะใช้สูงสุดที่ D1 ก็เพียงพอ

จากนั้นก็ดูที่ H1 โดยอ้างอิงตามรอบของ H4 โดย H4 ก็อ้างอิงตาม D1 ยกตัวอย่างก็คือ เมื่อรอบใหญ่ D1 เป็นขาขึ้น ทั้ง H4 และ H1 และ ไทม์เฟรมที่ต่ำลงไปก็ต้องอ้างอิงตาม D1 เป็นหลัก เพราะเราจะเข้าเทรดตามทิศทางของรอบหลักหรือเทรนด์หลักนั้นเอง เพื่อให้ได้ระยะทางทำกำไรที่มาก H1 นี้จะสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงรายชั่วโมง ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของตลาดที่เร็วขึ้น เพื่อให้เกิดการตัดสินใจในการเข้าเทรดไม่ช้าเกินไป เมื่อ H1 เริ่มออกจากการพักตัวเพื่อจะวิ่งไปตามทิศทางของรอบหลัก นั้นแหละคือจุดที่เราจะเตรียมตัวเข้าเทรด เพราะโมเมนตัมจะเริ่มมา

ยิ่งเล็กยิ่งมีโอกาสเห็นจุดเข้าออเดอร์ที่ได้ระยะ SL ที่แคบๆ อย่ามองที่เข้าออเดอร์เดียวกำไร ต้องมองเผื่อด้วยว่าหากพลาดเราจะวางออเดอร์ที่ตรงไหนได้บ้าง แต่จะเห็นได้ว่า แต่ละออเดอร์ที่เราวางในไทม์เฟรมเล็กเราจะได้ระยะ SL ที่แคบๆ ดังนั้นเราสามารถพลาดหลายๆครั้งได้ โดยที่ไม่ได้ขาดทุนหนักเลย แต่หากจับออเดอร์ที่ถูกทางได้มาหนึ่งออเดอร์เราก็จะได้ระยะทำกำไรที่ยาวๆกลับคืนมา เทคนิคนี้เราจะไม่สนใจเรื่องของ Winrate แต่เราจะสนใจเรื่องของ Risk and Reward หรือ RR เป็นหลัก เพราะมันคือตัวบ่งบอกถึงความได้เปรียบในการทำกำไร


จากบทความนี้คุณได้อะไรบ้าง

บริหารการเงินคือหัวใจสำคัญ คุณจะมองออกว่าแก่นแท้ของงานเทรดคืออะไร ควรให้ความสำคัญสูงสุด
เทรดตามรอบหลักได้ระยะทำกำไรยาวๆ คุณจะมองภาพออกว่าควรเทรดตามรอบหลักจะได้ระยะทำกำไรยาวๆ แบบไม่ต้องอธิบายมาก
ระบบไทม์เฟรมทำงานอย่างไร หากเข้าใจตรงจุดนี้เรื่องนี้ นั้นหมายถึงคุณได้ก้าวข้ามความเป็นมือสมัครเล่นออกไปแล้วบางส่วน คุณหลุดจากกับดักสำคัญตรงนี้ได้แล้ว ต่อไปคุณจะรู้ว่าไจะใช้งานไทม์เฟรมในการเทรดอย่างไรดี หากเข้าใจเรื่องของการใช้งานไทม์เฟรมแค่เรื่องเดียวสามารถนำไปใช้ได้กับการเทรดได้ทุกรูปแบบ ทุกเทคนิค
โมเมนตัมคือแรงเร่งเพื่อวิ่งตามทิศทางหลัก คุณจะรู้ว่าโมเมนตัมคืออะไร ต้องใช้อะไรในการดู
สัญญาณ Divergence คืออะไรเกี่ยวข้องกับการวิ่งหรือกลับตัวของราคาอย่างไร
จากบทความนี้ควรทำอะไรต่อไป บทความนี้ไม่ได้จัดทำรายละเอียดทุกๆขั้นตอนในเชิงลึก แต่จัดทำเพื่อให้คุณมองเห็นลำดับความสำคัญของงานเทรด (อาชีพ) ว่าควรทำอะไรก่อนและหลัง คุณสามารถเอาส่วนที่สงสัยที่เหลือในบทความนี้ไปค้นหาได้ตาม Youtube และ แหล่งอื่นๆได้โดยตรง ทุกๆงานหากเรียงลำดับความสำคัญของงานได้มันก็จะกลายเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

วิธีเทรดให้ได้กำไรต้องทำอย่างไรอยู่ท้ายบท

1. ต้องอ่านทำความเข้าใจแก่นแท้ของงานเทรดให้ได้ก่อน ถ้ามองไม่ออกอย่าพึ่งไปข้อที่ 2
2. ใช้ความเสี่ยงไม่เกิน 5% ต่อการเทรดต่อรอบ โดยคิดรวมทุกๆออเดอร์ความเสี่ยงต้องไม่เกิน 5% ต้องทำและห้ามยกเว้น ส่วนนี้จะช่วยควบคุมจำนวนออเดอร์ในการเทรดได้ดีเพื่อป้องกันการเกิดโอเวอร์เทรด
3. ใช้เทคนิคการเทรดพื้นฐานที่เราถนัดมากที่สุด ห้ามใช้เทคนิคยอดนิยมที่เราไม่ถนัดและไม่เข้าใจดีพอ เทคนิคที่หาเงินก็ต้องเป็นเทคนิคที่ถนัด เทคนิคที่ไม่เข้าใจดีพอก็คือเทคนิคเอาไว้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง อย่าให้วิธีการมันย้อนแย้งความเป็นจริง
4. พยายามใช้ Pending Order ในการเทรดให้มากที่สุด เพื่อลดความกดดัน และ Pending Order เป็นการเตรียมจุดเข้าออเดอร์ที่มีเวลาคิดมากพอและละเอียดกว่าการเข้าออเดอร์สดๆ จะได้ออเดอร์ที่มีคุณภาพมากกว่าเปิดสดๆ


มือใหม่เทรดอย่างไรให้ได้กำไร

คู่มือการเทรด SMC พร้อมตัวอย่าง

รูปแบบการสร้างโซนสภาพคล่องของผู้เล่นรายใหญ่

Roadmap SMC สำหรับมือใหม่


ในบทความต่อๆไปจะพาคุณเข้าไปสู่เรื่องราวของ ICT/SMC ที่เข้มข้นต่อไป โปรดติดตาม
ข้อความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ ด้านการใช้เครื่องมือวิเคราะห์กราฟจากข้อมูลซื้อขายในอดีตเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อชักชวนหรือแนะนำการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า อัตราแลกเปลี่ยน หรือการลงทุนใด ๆ เนื้อหาในโพสต์นี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน ผู้จัดทำไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนใดๆ การลงทุนและการเทรดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ และวางแผนการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตนเอง