Dashboard EA

Super Dashboard EA

คู่มือการใช้งาน

วิธีการสั่งซื้อ

ระบบเทรด Super-D-EA จะช่วยให้มือใหม่สามารถเทรดได้ดุจมืออาชีพ รองรับการเทรดในทุกสินค้าในตลาดเทรด ทุกสไตล์การเทรดทั้ง สั้น กลาง และ ยาว

คู่มือการใช้งาน Super Dashboard EA

วีดีโอวิธีติดตั้ง Super-D-EA

วีดีโอเทคนิคการใช้งาน Super-D-EA

เคล็ดลับต่างๆและวิธีแก้ไขปัญหาการใช้งาน Super-D-EA

วิธีการเข้าออเดอร์แบบง่ายๆด้วยระบบเทรด Super-D-EA


วิธีตั้งค่าระบบ License

ระบบเทรด Super-D-EA จะต้องทำการใส่ License key ให้กับ EA ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้

License key


วิธีปรับแต่งหน้าจอการแสดงผล

ในกรณีที่หน้าจอของท่านมาขนาดเล็ก บางเครื่องอาจจะมีปัญหาเรื่องการแสดงผลของ Dashboard เช่นแผงควบคุม Dashboard ล้นหน้าจอ ทำให้บางส่วนขาดหายไป ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับแต่งค่าการแสดงผลตามคัวอย่างข้างล่างนี้

เทคนิคการเข้าออเดอร์

ระบบเทรด Super-D-EA ถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน รองรับการเทรดทุกสไตล์ทั้งแบบสั้น กลาง และ ยาว ซึ่งแตกต่างกันแค่การกำหนดไทม์เฟรมในการวางแผนเท่านั้น และสำหรับคนที่ชอบเทรดสั้น Scalping เก็บกำไรสั้นๆ ไม่ถือออเดอร์ข้ามวัน ระบบเทรด Super-D-EA นี้เหมาะสมอย่างยิ่ง

ไทม์เฟรมที่เหมาะสมในการเข้าเทรดทำกำไรสั้นๆในแบบ Scalping นั้นควรใช้ตั้งแต่ M5 จนถึง H1 ซึ่งแล้วแต่สถานะของกราฟราคาโดยดูที่เทรนด์ของไทม์เฟรมขณะนั้นเป็นหลัก ซึ่งวิธีการจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

ในการเทรดด้วย ระบบเทรด Super-D-EA จึงไม่ต้องห่วงในเรื่องของการใช้สัญญาณต่างๆ เพียงแต่ท่านควบคุมความเสี่ยงให้ดีๆพอร์ตท่านจะเติบโตอย่างแน่นอน ในการเตรียมการเข้าเทรดนั้นเราจะต้องเลือกดูสัญญาณที่มีความสำคัญจากมากสุดไปยังความสำคัญน้อยสุด

Lot management

Lot management


1. เลือกเข้าเทรดในช่วงที่ตลาดมีการซื้อขายที่แรง

Time Session Trading คือเทคนิคการเข้าเทรดในช่วงที่ตลาดมีการเคลื่อนไหวที่แรง เหมาะสมกับการเทรดสั้นๆแบบเก็บกำไรภานในวัน หรือ เมื่อได้กำไรในไม่กี่นาทีก็ทำการปิดทำกำไรได้ทันที การเทรดแบบนี้จะช่วยลดความกดดันในการโดนติดลบลงไปได้มาก เพราะเมื่อตลาดมีการเคลื่อนไหวของราคาที่แรง เราก็จะสามารถคาดการณ์ทิศทางได้ง่าย ยิ่งเรามีเครื่องมือช่วยงานที่แสดงถึงสถานะทิศทางได้ชัดเจนยิ่งทำให้การเข้าออเดอร์ของเรามีความแม่นยำในทิศทางมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าออเดอร์ราคามีโอกาสวิ่งในฝั่งบวกได้ทันที ทำให้ลดความเสี่ยงในการติดลบทันทีที่เข้าออเดอร์ลงไปได้มาก จึงแนะนำให้เลือกเทรดเฉพาะในช่วงของตลาดคู่เงินที่จะเทรดเปิดทำการเท่านั้น ไม่ควรเทรดนอกเวลาทำการของตลาด เพราะเสี่ยงต่อการโดนลากติดลบได้ และ ที่สำคัญที่ควรเข้าเทรดในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวแรงๆก็คือเราจะได้ค่าสเปรดที่ต่ำมากกว่าช่วงเวลาปกติ

Time session trading


2. เทรดด้วย Pending Order

การเทรดด้วยกลไกของ Pending Order เป็นเทคนิคที่ช่วยลดความกดดัน ความเครียดของงานเทรด และ ช่วยลดการใช้อารมณ์ร่วมในการเทรดลงไปได้มาก หากเราเปิดออเดอร์โดยวิธีปกติเปิดแบบสดๆ เรามักจะเกิดความอยากรู้อยากเห็นความคืนหน้าของออเดอร์ที่เปิดขึ้นนั้น เมื่อเกิดความอยากรู้อยากเห็นก็จะเกิดความกังวลเมื่อออเดรอ์นั้นติดลบ ก็มักจะทนดูการติดลบไม่ได้ จนต้องเลื่อน Stop loss ไปมาจนกลายเป็นการทำให้งานเทรดเสียระบบ งานเทรดที่ดีต้องวางแผนล่วงหน้าให้เป็นระบบ ได้ก็คือได้ เสียก็คือเสีย ตามที่เราได้คำนวณความเสี่ยงไว้แล้ว เมื่อเปิดออเดอร์แบบ Pending Order ออเดอร์นั้นมันจะยังไม่ถูกเปิดขึ้นมาทำให้เราไม่เกิดความอยากรู้หรือกังวลกับผลออเดอร์นั้น ออเดอร์จะถูกเปิดตอนไหนเราไม่ทราบอยู่แล้ว มันจึงไม่เกิดความเครียด ความกังวลใดๆตามมา
อีกทั้งการเปิดออเดอร์แบบ Pending Order เรายังมีโอกาสได้จุดที่เข้าออเดอร์ที่ได้ราคาที่ดีอีกด้วย เช่น ราคาได้ทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ หากเราเปิดออเดอร์ Buy ทันทีราคาอาจจะลงมามากๆก่อนที่จะขึ้นไปต่อทำให้เราเกิดความกดดันเมื่อเห็นออเดอร์ติดลบ แต่หากเราเปิดออเดอร์แบบ Buy Limit ไว้ที่ต่ำลงมากว่าราคาปัจจุบัน โดยธรรมชาติของราคามันมักจะย่อตัวลงมาก่อนจะขึ้นไปต่อ ดังนั้นจุดที่เราวาง Buy Limit ไว้จึงเป็นจุดที่ได้ราคาที่ดี และ อาจเห็นการติดลบของออเดอร์ที่ไม่มากนัก

Pending Order


3. หาเทรนด์หลัก และ Volume ให้เจอก่อน

เนื่องจากธรรมชาติของตลาดมันจะมีเทรนด์หลักจะมีทั้งขาขึ้น และ ขาลง เทรนด์จะแข็งแรงและไปแรงได้จะต้องมีปริมาณหรือโวลลุ่มการซื้อขาย (Volume) ที่มากดังนั้นเทรนด์กับโวลลุ่มจึงแยกจากกันไม่ได้เลย และในเทรนด์หลักมันก็จะมีเทรนด์ย่อยๆที่เป็นทั้งขาขึ้นและขาลงซ้อนกันอยู่เหมือนการทำงานของไทม์เฟรมทุกอย่าง อธิบายง่ายๆหากเทรนด์สัปดาห์นี้เป็นขาขึ้น และ พึ่งเปลี่ยนเทรนด์มาได้ไม่นาน แสดงว่าตลาดยังคงเป็นเทรนด์ขาขึ้นอีกระยะหนึ่ง แล้วค่อยเปลี่ยนไปเป็นเทรนด์ขาลงต่อไป ในขณะที่เทรนด์หลักของตลาดเป็นเทรนด์ขาขึ้น ไม่ว่าเราจะวางแผนเทรดหรือหาจุดเข้าออเดอร์ในไทม์เฟรมอะไรก็ตามเราก็ต้องโฟกัสหน้าเทรดเฉพาะฝั่ง Buy เท่านั้น เพราะเราจะเทรดตามแรงหลักของตลาด เราไม่ควรเทรดสวนเทรนด์หลักของตลาด เพราะแรงสวนกลับมันไม่แรงพอที่จะสวนกลับได้ยาวๆไกลๆ ในการดูเทรนด์หลักว่าจะดูที่ไทม์เฟรมอะไรก็ขึ้นอยู่กับระยะทำกำไรว่าเราจะทำกำไรกี่จุด หากเราจะทำกำไรไม่เกิน 500 จุด เทรนด์หลักเราก็ดูแค่ D1ก็พอ จากนั้นก็มาวางแผนเทรด หรือ หาจุดเข้าออเดอร์ที่ไทม์เฟรมที่เล็กลงมา แต่ต้องโฟกัสหน้าเทรดตามแรงของเทรนด์หลักเท่านั้น


เนื่องจากไทม์เฟรมใหญ่จะเป็นตัวกำหนดรอบของการเทรดได้ชัดเจน ในการเทรดนี้เราจะเน้นเก็บกำไรโดยปิดทำกำไรภายในวันไม่ถือออเดอร์ไม่ข้ามวัน เราจะโฟกัสไปที่ ทิศทางของเทรนด์ และ ความแรงของเทรนด์ ที่ไทม์เฟรม D1
D1 trend

จากภาพล่างนี้เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อเทรนด์ของ D1 มีความชัดเจนในทิศทางเป็นแท่งราคาสีเดียวกันเรียงต่อเนื่องกันจำนวน 2 แท่งขึ้นไป และมีความแรง(อย่างน้อย 500 จุด) โอกาสที่ราคาจะวิ่งไปต่ออย่างน้อยๆ 500 จุดขึ้นไปจนถึงหลักพันจุดก็มีโอกาสสูง โดยสังเกตุจากแท่งราคาที่เป็นสีเดียวกันเรียงตัวกันตั้งแต่ 2 แท่งขึ้นไปแท่งต่อมาจะมีโอกาสวิ่งไปต่อในทิศทางเดียวกันอย่างน้อยๆก็ 500 จุดขึ้นไป จนถึงหลายพันจุด นี่คือจุดได้เปรียบจุดแรกที่เราจะเน้นในการใช้เทรด คือการโฟกัสที่ ทิศทางของเทรนด์ และ ความแรงของเทรนด์ ต้นรอบของเทรนด์ที่เราจะใช้เทรดก็คือ แท่ง D1 ปัจจุบัน ที่ต่อเนื่องจากสองแท่งก่อนหน้าที่เป็นสีเดียวกัน

D1 trend

เครื่องมือแรกที่จะใช้ก็คือ TIMEFRAME - STATUS

มองที่ช่อง D1 จะเห็นสถานะของไทม์เฟรม D1 ของสินทรัพย์หรือคู่เงินต่างๆ มีทั้งสถานะขาขึ้น(สีเขียว) และ ขาลง(สีแดง) และ สถานะที่ไม่ชัดเจนคือไม่แสดงสีเทาจาง การแสดงสถานะของเทรนด์ในทุกๆไทม์เฟรมนั้น จะใช้เงื่อนไขคือแท่งย้อนหลังจากแท่งปัจจุบันนับไปจำนวน 2 แท่ง จะต้องมีแท่งราคาที่เป็นสีเดียวกัน และ และแท่งใดแท่งหนึ่งในสองแท่งจะต้องมีขนาดตามที่เรากำหนด (ค่ามาตรฐานกำหนดไว้ที่ 500 จุด)

D1 trend

วิธีตั้งค่าขนาดขั้นต่ำของแท่งราคาโดยใช้ค่าเป็นจุด (point)
D1 trend

ความหมายอักษรย่อของเครื่องมือ Timeframe Status
D1 trend

เครื่องมือที่สองที่จะใช้ก็คือ VOLUME
V-W1 หมายถึงค่า Volume ของไทม์เฟรม W1
V-D1 หมายถึงค่า Volume ของไทม์เฟรม D1
V-H4 หมายถึงค่า Volume ของไทม์เฟรม H4
V-H1 หมายถึงค่า Volume ของไทม์เฟรม H1
Volume ระบบส่วนนี้จะเป็นการคำนวณหาสัดส่วนการซื้อขายของแท่งก่อนหน้าและแท่งปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซนต์ และ แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อขายของแท่งปัจจุบันว่ากำลังอยู่ในสถานะไหน เพื่อให้ผู้ใช้ระบบเทรด Super-D-EA ได้เห็นว่าขณะนี้ ในแต่ละไทม์เฟรมมีแรงและปริมาณการซื้อขายเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าออเดอร์ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการแสดงในถึง 4 ไทม์เฟรม MN ,W1 ,D1 ,H4 ,H1 ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ตามต้องการ เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนแปลงค่า ชื่อที่ปรากฎที่หัวข้อ(item) ก็จะเปลี่ยนไปตามที่ผู้ใช้กำหนดใหม่ให้โดยอัตโนมัติ

สำหรับการใช้งานเครื่องมือโวลลุ่มนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องดูให้เป็นเทรนด์เดียวกันทั้ง 4 ไทม์เฟรม เราสามารถใช้ดูแค่ 2 ไทม์เฟรมที่ใกล้ปัจจุบันมากที่สุดก็ได้ เช่นเราจะเปิดออเดอร์ที่ M15 เราก็ดูโวลลุ่มของ H1 และ H4 ก็ได้ เพราะเราได้ใช้เทรนด์ของ D1 ใน Timeframe Status เป็นตัวอ้างอิงเทรนด์ของการเทรดอยู่แล้ว เราก็แค่ดูปริมาณการซื้อขายของ H1 และ H4 ว่าแรงหรือไม่

Trend strength

ในภาพล่างเราจะเห็นคู่เงิน AUDJPY ,GBPCHF ,NZDJPY เป็นสามคู่เงินที่มีทั้งเทรนด์ของ D1 และ โวลลุ่มของ 3 ไทม์เฟรมคือ D1 ,H4 ,H1 มีเทรนด์และโวลลุ่มการซื้อขายในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเราสามารถใช้แค่สองเครื่องมือนี้สามารถทำการเทรดได้เลย ซึ่งโดยปกติเมื่อเปิดเข้าออเดอร์ตามเงื่อนไขของสองเครื่องมือนี้ออเดอร์ที่เปิดก็มักจะเป็นบวกในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา แต่อาจจะเป็นลบไปซักระยะ เพราะจุดที่เข้าออเดอร์อาจไม่ใช้ต้นรอบของไทม์เฟรมเล็ก เช่น D1 แสดงเป็นสีเขียว แสดงว่าเทรนด์หลักของคู่เงินนี้เป็นขาขึ้น เราจะเข้าเทรดฝั่ง Buy แต่เมื่อเราคลิ๊กเปิดออเดอร์ Buy ที่ M15 อาจจะเป็นรอบของการย่อตัวเป็นขาลงก่อน แล้วถึงเปลี่ยน เป็นรอบขาขึ้นตามเทรนด์ D1 ช่วงที่ราคาย่อตัวสวนเทรนด์นี่แหละที่ออเดอร์เราอาจจะติดลบไปซักระยะ ส่วนจะติดลบมากแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของตลาด ณ.เวลานั้น วิธีแก้ไขนั้นดูตามภาพถัดไปจากภาพล่างนี้

Trend strength

การใช้เทรนด์ที่เล็กลงในการยืนยันร่วมกับ D1

ตามภาพล่างนี้จะเห็นว่ามีคู่เงิน AUDJPY กับ GBPCHF ที่มีสัญญาณของไทม์เฟรมที่ต่ำกว่ายืนยันทิศทางตาม D1 เมื่อรอบของไทม์เฟรมที่ต่ำกว่า D1 ยินยันทิศทางตาม D1 ก็จะส่งผลให้ระยะเวลาของการติดลบลดลงไปได้ในขณะเปิดออเดอร์ใหม่ๆ

Trend strength

TREND STRENGTH (SPREAD)
คำนวณจากเส้นค่าเฉลี่ยค่ามาตรฐานตั้งไว้ที่ EMA120 โดยมีเงื่อนไขว่าไทม์เฟรมทั้ง 4 ไทม์เฟรมราคาจะต้องวิ่งอยู่เหนือหรืออยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย เช่น หากราคาของทั้ง 4 ไทม์เฟรมวิ่งอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงว่าตลาดเป็นเทรนด์ขาขึ้น หรือ ราคาของไทม์เฟรมทั้ง 4 วิ่งอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงว่าตลาดขณะนั้นเป็นเทรนด์ขาลง เพื่อเป็นการยืนยันในส่วนของเทรนด์อีกชั้นหนึ่ง เป็นการกรองเทรนด์ที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ก็อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆในบางจังหวะได้ เพระาโอกาสที่ราคาของทั้ง 4 ไทม์เฟรมจะวิ่งเหนือ หรือ ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยได้พร้อมๆกันนั้นจะมีน้อย

Trend strength

เพื่อปรับลดความละเอียดของการกรองเทรนด์ลงไป เราสามารถปรับตั้งค่าให้ใช้เพียงแค่ไทม์เฟรมเดียวก็สามารถทำได้ โดยปรับค่าไทม์เฟรมทั้ง 4 ช่องให้เป็นค่าไทม์เฟรมเดียวทั้งหมด วิธีการนี้ก็จะเหมือนกับการเทรดมือโดยปกติ และยังสามารถนำเอาวิธีการนี้ไปใช้ร่วมกับสัญญาณอื่นในการใช้กลไกเทรดแบบอัตโนมัติ (Auto EA)ได้อีกด้วย ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป

Trend strength

เราสามารถตั้งค่าแบบไม่ฟิตค่าไทม์เฟรมตายตัว โดยการตั้งเป็น Current ให้กับทั้ง 4 ไทม์เฟรม ก็จะเป็นการตรวจสอบเทรนด์กับเส้นค่าเฉลี่ยตามไทม์เฟรมปัจจุบันที่เปิดอยู่ เช่นเปิดกราฟที่ M15 ค่าสภานะของเทรนด์ที่ตรวจสอบที่ M15 เท่านั้น

Trend strength

4. ดูค่าความอ่อนแข็งของคู่สกุลเงิน (Currency strength)

CURRENCY คือค่าความอ่อนแข็งของสกุลเงินในขณะนั้น ซึ่งตรงนี้ค่าความอ่อนแข็งอาจจะยืนค่าอยู่ได้ไม่นานนัก เราจะใช้พิจารณาในระยะสั้นเท่านั้น อาจจะเหมาะในการเก็บกำไรสั้นๆ
จุดนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการเทรดแบบ Scalping เน้นเก็บกำไรสั้นๆ ไม่ถือออเดอร์ข้ามวัน เพราะราคามักจะวิ่งไปแรงตามความอ่อนแข็งของค่าเงินที่แตกต่างกันมากๆไประยะหนึ่ง อาจจะสั้นๆ หรือ ไปได้ยาวก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องไปสนใจ เราจะโฟกัสแค่ว่า คู่สกุลเงินนั้นมีค่าอ่อนแข็งที่แตกต่างกันมากๆ ราคาจะวิ่งแรงระยะหนึ่ง เช่น USDJPY หากค่าเงิน USD=85 และ ค่าเงิน JPY=20 แบบนี้แสดงว่าค่าเงิน USD แข็งค่าอย่างมากเพราะมีความแตกต่างกันถึง 65 (85-20) มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาในระยะสั้นจะวิ่งแรงในฝั่งขาขึ้น เป็นโอกาสของการเทรดฝั่ง Buy

โดยจะดูที่หัวข้อ CURRENCY จะเน้นดูที่การแสดงของเฉดสีที่บอกระดับความแตกต่างของค่าสกุลเงิน โดยแสดงเป็นโทนสีเขียว หรือ โทนสีแดง โทนสีเขียวนั้นให้เน้นการเทรดในฝั่ง Buy และ โทนสีแดงนั้นให้เน้นการเทรดในฝั่ง Sell

การเทรดด้วยการดูการอ่อนค่าหรือแข็งค่าของสกุลเงินนั้นเป็นเทคนิคที่ถูกใช้กันมายาวนาน ทั้งนี้เพราะตลาดฟอเร็กซ์เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินต่างๆโดยตรงอยู่แล้ว ทิศทางของกราฟราคาของคู่สกุลเงินจึงวิ่งไปตามค่าความอ่อนแข็งของค่าเงิน แต่เนื่องจาก ค่าความอ่อนแข็งของสกุลเงินมันไปผูกกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินนั้นๆ ค่าการอ่อนแ๘็งของสกุลเงินต่างๆจึงมักถูกเข้ามาแทรกแซงโดยองค์กรของรัฐบายเจ้าของสกุลเงินนั้นๆเพื่อรักษาดุลการค้าและเศรษญกิจของประเทศตนเอง การอ่อนค่าและแข็งค่าของคู่สกุลเงินต่างๆมักจะคงสถานะนั้นได้ไม่นาน ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาตามสภาพเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

การเทรดด้วยการดูความอ่อนแข็งของค่าสกุลเงินจึงเหมาะสมกับการเทรดแบบเก็บกำไรสั้นๆเท่านั้น อาจจะเปิดออเดอร์พอเป็นบวกมีกำไรแล้วก็ปิดทำกำไรได้ ถ้าจะถือยาวเราควรมีความชำนาญในการวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจเพื่อคาดการณ์ทิศทางและระยะเวลาของทิศทางดีพอสมควร

Currency Strength Meter


5. ดูการเคลื่อนไหวของราคา (ADR)
ADR (Average Daily Range) คือการแสดงค่าความเคลื่นไหวของราคา ซึ่งค่านี้จะสื่อให้เราเห็นได้ถึงความเป็นเทรนด์ของตลาด หากค่าต่ำๆราคาจะอยู่ในช่วงพักตัว หรือ เป็น Sideway แต่หากค่าตัวเลขสูงๆราคาจะวิ่งเป็นเทรนด์ที่แข็งแรง ค่า ADR จะทำให้เราสามารถเลือกหาสินค้าที่มีความเป็นเทรนด์ได้เป็นอย่างดี หรือจะเลือกรอการเกิด Breakout ของราคาเมื่อจบ Sideway ก็ได้เช่นกัน

ADR

6. ดูการ Breakout ของราคา (BO)
การ Breakout เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้เรามองเห็นสถานการณ์ของราคาได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราควรใช้เหตุผลอื่นๆมาร่วมยืนยันการ Breakout ด้วย เพื่อลดความผิดพลาดลงไปได้มาก เราต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่แม่นยำ 100% เราควรหาเหตุผลอื่นๆมาสนับสนุนสัญญาณที่เราเห็นด้วย เนื่องจากการ Breakout ของราคาในตลาดมันมีทั้งการ Breakout หลอก (False break) และ Breakout จริงๆ

Breakout Price

7. ควรดูโครงสร้างของราคาก่อนเข้าออเดอร์
การดูโครงสร้างของราคา คือปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ควรฝึกฝน เพราะมันจะช่วยให้ออเดอร์ที่เรากำลังวางแผนจะเปิดนั้นมีความผิดพลาดน้อยลงไป เพราะเราจะมองเห็นเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนในการเปิดออเดอร์ของเรามันยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องมากขึ้น
ตามภาพล่างนี้จะมีเหตุผลอธิบายสนับสนุนการเน้นเทรดใรฝั่ง Sell ดังนี้
1. โครงสร้างราคาด้านบนยังคงทำราคาสูงสุด ลดตัวต่ำลงมาเรื่อยๆ เป็นการสนับสนุนว่าราคาปัจจุบันยังไม่สามารถทำลายเทรนด์ขาลงของปัจจุบันได้
2. สัญญาณ Stochastic อยู่ในเขต Overbought ซึ่งโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลงมีโอกาสมากกว่าจะขึ้นไปต่อ จริงอยู่ในบางครั้งจะเห็นราคาขึ้นไปต่อยาวๆ แต่มันมีสัดส่วนน้อยกว่าการที่ราคาจะลง
3. ราคาปัจจุบันอยู่ในโซนการกลับตัวของฟิโบนัชชี เนื่องจากเทรดปัจจุบันเป็นขาลง โซนที่ 61.8% ถึง 76.4% จึงมีน้ำหนักมากกว่าราคาจะขึ้นไปต่อ
ดูคร่าวๆแค่ 3 เหตุผลแค่นี้ก็พอจะมีน้ำหนักในการตัดสินใจในการเข้าออเดอร์ได้ หากสังเกตุจะเห็นว่าเราใช้อินดิเคเตอร์ในการช่วยยืนยันทิศทางเท่านั้น โดยจะโฟกัสในจุดที่ตรงกับเทรนด์หลักเท่านั้น เมื่อเทรนด์เป็นขาลงเราก็จะโฟกัสที่ Obverbought และ หากเทรนด์เป็นขาขึ้นเราก็จะโฟกัสที่ Oversold เท่านั้น

Breakout Price

บทสรุปการเทรดด้วยระบบเทรด Super Dashboard EA
ระบบเทรด Super-D-EA ช่วยให้ท่านสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานะการซื้อขายของสินค้าจำนวนมากได้ในหน้าจอเดียว เห็นได้ทั้งเทรนด์ และ โวลลุ่ม และ การอ่อนค่าหรือแข็งค่าของสกุลเงิน รวมถึงเห็นสถานะของสัญญาณอินดิเคอตแร์ต่างๆได้ในหน้าจอเดียว ตามที่ได้กล่าวถึงส่วนที่จำเป็นในการใช้ตัดสินใจในการเทรด ซึ่งเนื้อหาอาจมีความยาวพอสมควร ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่เร็วขึ้น จึงได้นำมากล่าวสรุปในตอนท้ายนี้อีกครั้ง ตามรายละเอียดดังนี้

1. ดูเทรนด์ที่หัวข้อ TIMEFRAME STATUS ที่ D1 หรือ H4
2. ดูค่าโวลลุ่มของไทม์เฟรม V-H4 และ V-H1 ต้องตรงกันกับเทรนด์ตามข้อที่ 1
3. ดูความอ่อนแข็งของค่าสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราจะเทรดที่หัวข้อ CURRENCY
4. เปิดกราฟราคาเพื่อดูโครงสร้างของราคา โดยโฟกัสสัญญาณต่างๆตามเทรนด์หลักเท่านั้น ก่อนตัดสินใจเข้าออเดอร์
5. เข้าออเดอร์ที่ไทม์เฟรมตั้งแต่ H1 ลงมาแล้วแต่ความถนัด โดยเน้นการเข้าออเดอร์แบบ Pending Order เพื่อลดความกดดัน และ ได้จุดที่ราคาดีกว่าการเปิดแบบปกติ

วิธีตั้งค่าระบบแจ้งเตือน

ระบบเทรด Super-D-EA มีระบบแจ้งเตือนสัญญาณต่างๆ เช่น Trend direction ,MACD ,Stochastic ,Moving average cross ,Currency strength

โดยจะแจ้งเตือนเมื่อราคาเข้าเงื่อนไขของสัญญาณ ผ่านทางช่องทางต่างๆที่ผู้ใช้กำหนด เช่น Line ,MT4 บนมือถือ,Email ,Popup เพียงแต่ผู้ใช้เปิดหน้าจอ ระบบเทรด Super-D-EA ไว้เพียงหนึ่งหน้าจอเท่านั้น ระบบจะสแกนหาเงื่อนไขของสัญญาณในแต่ละสินค้าทั้งหมดให้เองโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเปิด MT4 หลายๆหน้าจอให้เปลืองหน่วยความจำเหมือนระบบเทรดอื่นๆ

ระบบแจ้งเตือนของ Super Dashboard EA

ระบบแจ้งเตือนของ Super Dashboard EA

ระบบแจ้งเตือนของ Super Dashboard EA